ยูเออีเดินเกมใหญ่ ‘Zero Hormuz’ ทุ่มหลายหมื่นล้านดอลลาร์ปั้นท่าเรือ-เส้นทางส่งออกใหม่ หวัง ‘ตัดพึ่งฮอร์มุซ’ ท่ามกลางไฟสงครามอิหร่าน แต่โจทย์ใหญ่ยังคงอยู่ เมื่อ ‘อ้อมฮอร์มุซ’ ได้ แล้วจะหนีความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์พ้นหรือไม่?
เมื่อ “ช่องแคบฮอร์มุซ” เส้นเลือดใหญ่ของตลาดพลังงานโลก กลายเป็นสมรภูมิที่พร้อมสะเทือนการค้าโลกได้ทุกเมื่อจากสงครามอิหร่าน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) จึงไม่ขอฝากชะตาเศรษฐกิจไว้กับเส้นทางแห่งนี้อีกต่อไป ล่าสุด อาบูดาบีกำลังเดินหน้า “เดิมพันครั้งใหญ่” ทุ่มมหาศาลสร้างเส้นทางขนส่งพลังงานและสินค้าใหม่ ภายใต้ยุทธศาสตร์ “Zero Hormuz” ที่ตั้งเป้าลดการพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซให้เหลือ “ศูนย์”
หนึ่งในบุคคลที่กำลังมีบทบาทสำคัญในการผลักดันแผนนี้ คือ “ชีค คาเลด บิน โมฮัมเหม็ด อัล นาห์ยาน” (Sheikh Khaled bin Mohamed Al Nahyan) มกุฎราชกุมารแห่งอาบูดาบี พระโอรสองค์โตของชีค โมฮัมเหม็ด บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน ประธานาธิบดี UAE
เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนสงครามอิหร่านปะทุขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ชีคคาเลดขึ้นรับตำแหน่งประธาน “L’imad Holding” กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติที่มีสินทรัพย์ราว 3 แสนล้านดอลลาร์ และนับจากนั้น กองทุนแห่งนี้ก็ถูกวางบทบาทให้เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของอาบูดาบีในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จะช่วยให้ประเทศสามารถ “อ้อมฮอร์มุซ” ได้
- ชีค คาเลด บิน โมฮัมเหม็ด อัล นาห์ยาน (ภาพ: Reuters) -
ทุ่มหลายหมื่นล้านดอลลาร์ ปั้นเส้นทางใหม่
ความทะเยอทะยานของอาบูดาบีปรากฏชัดขึ้น หลัง L’imad ประกาศแผนนำ Abu Dhabi Ports Co. ออกจากตลาดหลักทรัพย์ ด้วยมูลค่าบริษัทเกือบ 9 พันล้านดอลลาร์
แต่ดีลนี้อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น โดยแหล่งข่าวระบุกับสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า กองทุนมีแนวโน้มทุ่มเงินอีก “หลายหมื่นล้านดอลลาร์” เพื่อสร้างและขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านท่าเรือนอกช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ L’imad กลายเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเส้นทางการค้าและขนส่งแห่งใหม่ของตะวันออกกลาง
เป้าหมายไม่ใช่เพียงการทำให้ UAE สามารถส่งออกน้ำมันได้โดยไม่ต้องพึ่งฮอร์มุซ แต่ยังครอบคลุมสินค้าอื่น ตั้งแต่ปิโตรเคมีไปจนถึงอะลูมิเนียม ท่ามกลางความเสี่ยงจากความขัดแย้งกับอิหร่าน
หลังสงครามเริ่มต้นขึ้น ชีคคาเลดและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอาบูดาบีได้หารือกับบรรดาผู้บริหารวอลล์สตรีทเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
ภายในเดือนพฤษภาคม L’imad สามารถบรรลุข้อตกลงกับ BlackRock, Temasek Holdings ของสิงคโปร์ และ Abu Dhabi National Oil Co. (Adnoc) เพื่อร่วมกันลงทุนสูงสุดถึง 3 หมื่นล้านดอลลาร์ในโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งพลังงาน โลจิสติกส์ และน้ำ ครอบคลุมกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับและเอเชียกลาง
ดีลดังกล่าวสะท้อนว่า อาบูดาบีไม่ได้ต้องการใช้เงินของรัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องการดึงทุนและความเชี่ยวชาญจากผู้จัดการสินทรัพย์ระดับโลกเข้ามาร่วมสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดมหึมา
‘ฟูไจราห์’ หัวใจของแผน Zero Hormuz
หนึ่งในพื้นที่ที่มีความสำคัญที่สุดต่อยุทธศาสตร์นี้คือ “ฟูไจราห์” เมืองชายฝั่งทางตะวันออกของ UAE
ความได้เปรียบสำคัญของฟูไจราห์ คือ ที่ตั้งซึ่งอยู่นอกช่องแคบฮอร์มุซและเปิดออกสู่ทะเลโอมานโดยตรง นั่นหมายความว่า หากสามารถลำเลียงน้ำมันและสินค้าออกมายังชายฝั่งแห่งนี้ได้ UAE ก็สามารถส่งสินค้าเข้าสู่ตลาดโลกโดยไม่จำเป็นต้องแล่นเรือผ่านฮอร์มุซ
ชีคคาเลดและทีมงานจึงมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับการขยายท่าเรือและโครงสร้างพื้นฐานในฟูไจราห์อย่างมาก
ไม่ใช่เพียง L’imad เท่านั้นที่กำลังเดินเกมนี้ Adnoc และ DP World ยักษ์ใหญ่ด้านท่าเรือของดูไบต่างเดินหน้าโครงการที่ช่วยลดการพึ่งพาฮอร์มุซเช่นกัน
ชีคคาเลดยังดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหารของ Adnoc ซึ่งกำลังก่อสร้าง “ท่อส่งน้ำมันเส้นที่สอง” เพื่อเพิ่มกำลังการส่งออกน้ำมันผ่านฟูไจราห์ “เป็นสองเท่า” โดยมกุฎราชกุมารได้สั่งการให้บริษัทเร่งดำเนินโครงการดังกล่าว
ความเคลื่อนไหวทั้งหมดสอดคล้องกับเป้าหมายที่ ธานี อัล เซยูดี รัฐมนตรีการค้าต่างประเทศ UAE เคยระบุว่า ประเทศต้องการเดินหน้าไปสู่ภาวะที่พึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซ “เป็นศูนย์” ไม่ว่าช่องแคบแห่งนี้จะเปิดหรือปิดก็ตาม
บทเรียนซาอุฯ ‘ทางเลี่ยง’ ก็ยังถูกโจมตีได้
อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ของซาอุดีอาระเบียสะท้อนข้อจำกัดของยุทธศาสตร์เลี่ยงฮอร์มุซได้อย่างชัดเจน
แม้เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบีย ผลักดันการใช้ “ท่อส่งน้ำมัน East-West” เพื่อส่งน้ำมันจากฝั่งตะวันออกของประเทศไปยังทะเลแดง ทำให้สามารถส่งออกพลังงาน “โดยไม่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ”
แต่ในเดือนกันยายน ท่อส่งดังกล่าวต้องหยุดดำเนินงานชั่วคราวหลังถูกโจมตี ส่งผลให้ซาอุดีอาระเบียต้องหันกลับไปเพิ่มการส่งน้ำมันผ่านฮอร์มุซอีก ก่อนที่จะสามารถกลับมาเดินเครื่องเส้นทางทางเลือกได้อีกครั้งภายหลังการซ่อมแซม
กรณีนี้ตอกย้ำว่า การสร้างเส้นทางเลี่ยงฮอร์มุซไม่ได้หมายความว่าจะสามารถกำจัด “ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์” ออกไปได้ เพราะโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ภายนอกช่องแคบเอง ก็สามารถตกเป็นเป้าหมายถูกโจมตีได้เช่นกัน
ฟูไจราห์ก็ไม่ได้ปลอดภัยจากความเสี่ยงนี้ ในช่วงที่สงครามรุนแรง เมืองดังกล่าวเคยได้รับผลกระทบจากการโจมตีของอิหร่าน โดยในเดือนมีนาคม เศษซากจากโดรนที่ถูกสกัดกั้นตกลงมาจนเกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่บริเวณศูนย์กลางการค้าน้ำมัน
สเตฟเฟน แฮร์ท็อก ศาสตราจารย์จาก London School of Economics and Political Science เตือนว่า แม้ท่าเรือทางตะวันออกของ UAE จะอยู่นอกฮอร์มุซ แต่ยังอยู่ “ใกล้อิหร่าน” และ “อยู่ในระยะโจมตี” ของโดรนและขีปนาวุธพิสัยใกล้
จาก ‘เจ้าชายรัชทายาท’ สู่ผู้คุมโครงสร้างพื้นฐานแห่งอาบูดาบี
ยุทธศาสตร์ Zero Hormuz ยังเกิดขึ้นพร้อมกับการขยายบทบาทของชีคคาเลดในโครงสร้างอำนาจทางเศรษฐกิจและการทูตของ UAE
มกุฎราชกุมารวัยกว่า 40 ปีได้รับการแต่งตั้งเป็นรัชทายาทในปี 2023 และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเริ่มมีบทบาทในการเจรจาทางการทูตที่สำคัญมากขึ้น ทั้งกับสหรัฐ จีน และอิหร่าน
ในช่วงที่สงครามรุนแรง ชีคคาเลดเดินทางเยือน “จีน” ซึ่งเป็นหนึ่งในคู่ค้าสำคัญที่สุดของอิหร่าน ขณะเดียวกันยังได้พบกับประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่าน นอกรอบการประชุม BRICS ที่อินเดีย ท่ามกลางความพยายามของโอมานในการนำประเทศอ่าวอาหรับและอิหร่านกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาเรื่องฮอร์มุซ
บทบาทของเขายิ่งเพิ่มขึ้นหลัง ADQ ซึ่งเดิมอยู่ภายใต้การนำของชีค ทาห์นูน บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน ถูกควบรวมเข้าสู่ L’imad ทำให้กองทุนที่ชีคคาเลดเป็นประธานมีขนาดและอิทธิพลมากขึ้น
นับจากนั้น L’imad ได้ปรับโครงสร้างผู้บริหารและจัดระเบียบพอร์ตการลงทุนใหม่ เพื่อเตรียมรับบทบาทที่ใหญ่ขึ้นในยุทธศาสตร์การลงทุนของอาบูดาบี
เดิมพันใหญ่ของยูเออี ในโลกหลังฮอร์มุซ
ความพยายามลดการพึ่งพาฮอร์มุซ ไม่ใช่แค่การสร้างท่าเรือหรือวางท่อส่งน้ำมันเส้นใหม่ แต่คือการเดิมพันเพื่อ “วาดแผนที่เศรษฐกิจใหม่” ให้ยูเออียังส่งออกพลังงานและสินค้าไปทั่วโลกได้ แม้เส้นเลือดใหญ่อย่างช่องแคบฮอร์มุซจะตกอยู่ในวิกฤติ
สำหรับตลาดโลก หากอาบูดาบีสามารถสร้าง “เส้นทางเลือก” ได้สำเร็จ ผลลัพธ์อาจช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้ห่วงโซ่อุปทานพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ของตะวันออกกลาง
แต่สงครามอิหร่าน ได้แสดงให้เห็นอีกด้านหนึ่งเช่นกันว่า การย้ายโครงสร้างพื้นฐานออกจากฮอร์มุซไม่ได้ทำให้หลุดพ้นจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ทั้งหมด
ซานัม วาคิล ผู้อำนวยการโครงการตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือของ Chatham House มองว่า นโยบาย “No Hormuz” มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปกป้อง UAE จากความไม่แน่นอนในช่องแคบ แต่ด้วยรูปแบบสงครามสมัยใหม่ รวมถึงขีดความสามารถของอิหร่านและเครือข่ายพันธมิตร UAE จำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน “นอกฮอร์มุซ” ด้วยเช่นกัน
นั่นทำให้ “ยุทธศาสตร์ Zero Hormuz” กลายเป็นเดิมพันครั้งใหญ่ของอาบูดาบี เพราะโจทย์ที่แท้จริงอาจไม่ใช่เพียงว่า UAE จะสามารถสร้างเส้นทางที่ “ไม่ต้องผ่านฮอร์มุซ” ได้หรือไม่ แต่คือเส้นทางใหม่เหล่านั้นจะ “ปลอดภัยเพียงพอหรือไม่” ในภูมิภาคที่ภัยคุกคามสามารถตามไปถึงได้แทบทุกแห่ง





