วันอังคาร ที่ 29 กันยายน 2569

Login
Login

ทรัมป์จ่อเปิดโรงงานเหล็ก 5 แสนล้าน ใหญ่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ

ทรัมป์เปิดแผนลงทุน 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ สร้างโรงงานเหล็กใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ ตั้งเป้ากำลังผลิตสูงสุด 10 ล้านตันต่อปี สร้างงานประจำอย่างน้อย 1,750 ตำแหน่ง แต่จากประวัติศาสตร์บ่งชี้ หลายโครงการในยุคทรัมป์ 1-2 ไปเป็นอย่างที่คุยไว้

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศที่ห้องทำงานรูปไข่เมื่อวันจันทร์ว่า บริษัทผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ Mesabi Metallics มีแผนลงทุน 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ (กว่า 5 แสนล้านบาท) เพื่อสร้างโรงงานที่จะขึ้นแท่นเป็น "โรงงานผลิตเหล็กที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ" 

การประกาศโครงการนี้มีขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพ.ย. ซึ่งมีแนวโน้มที่ชาวอเมริกันจะมีมุมมองที่เป็นลบมากขึ้นต่อการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลทรัมป์

เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวรายหนึ่งเปิดเผยกับ CNBC ว่า จะดำเนินการก่อสร้างโรงงานผลิตเหล็กแห่งนี้ในรัฐไอโอวา และตั้งเป้าเริ่มต้นการผลิตได้ในปี 2030

ขณะที่ Mesabi Metallics ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในรัฐมินนิโซตา เปิดเผยว่า โครงการนี้จะผลิต “เหล็กอเมริกัน 100%" ตั้งแต่การขุดแร่ หลอม และผลิตในรัฐมินนิโซตาและไอโอวา”

โรงงานเหล็กแห่งนี้จะใช้แร่เหล็กจากเหมืองของ Mesabi ในเขต Iron Range ของรัฐมินนิโซตา ซึ่งเป็นโครงการมูลค่ากว่า 2.5 พันล้านดอลลาร์ และเพิ่งเริ่มดำเนินการผลิต หลังใช้เวลาพัฒนามาประมาณ 20 ปี

โครงการดังกล่าวเผชิญทั้งข้อถกเถียงและอุปสรรคหลายครั้ง รวมถึงกรณี Essar Steel Minnesota ยื่นล้มละลายในปี 2016 โดย Mesabi เป็นส่วนหนึ่งของ Essar Group ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทจากอินเดีย

ข้อมูลของทำเนียบขาวคาดการณ์ว่า โรงงานเหล็กแห่งใหม่นี้ในรัฐไอโอวาจะมีกำลังผลิตประมาณ 7.5 ล้านตันต่อปีในช่วงระยะแรก สนับสนุนการจ้างงานในช่วงก่อสร้างได้สูงสุด 6,000 ตำแหน่ง และในท้ายที่สุดโรงงานมีแผนเพิ่มกำลังผลิตเป็น 10 ล้านตันต่อปี และสร้างงานประจำอย่างน้อย 1,750 ตำแหน่ง

ทั้งนี้ ปธน.ทรัมป์เรียกเก็บภาษีนำเข้า "เหล็กและอะลูมิเนียม" ในอัตรา 25% ในช่วงต้นของการดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง ก่อนเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าแตะระดับ 50%

บรรดาฝ่ายวิจารณ์ระบุว่า มาตรการภาษีมีส่วนสำคัญที่ทำให้ราคาเหล็กในสหรัฐปรับตัวสูงขึ้น โดยล่าสุดขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี

อย่างไรก็ตาม กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กหลายแห่งส่งจดหมายถึงทรัมป์เมื่อวันศุกร์ โดยระบุว่า มาตรการภาษีเหล็กของเขาช่วยผลักดันให้เกิดการลงทุนที่ “ประกาศแล้วและอยู่ระหว่างดำเนินการ” มูลค่าถึง 4.7 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 1.58 ล้านล้านบาท) พร้อมเรียกร้องให้ทรัมป์ "อย่าผ่อนคลาย" มาตรการภาษีเหล็ก-อะลูมิเนียม โดยให้เหตุผลว่าจะทำให้ความคืบหน้าเรื่องการลงทุนเกิดความเสี่ยง

ฮาวเวิร์ด ลัตนิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ กล่าวที่ห้องทำงานรูปไข่ว่า แผนดังกล่าวเป็น “ข้อตกลงที่เสร็จสิ้นแล้ว” อย่างไรก็ตาม โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ใช้เวลาดำเนินการหลายปีอาจเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก หรือเผชิญอุปสรรคที่ไม่สามารถก้าวข้ามได้ระหว่างการพัฒนา

ก่อนหน้านี้ การก่อสร้างเหมืองแร่เหล็กในรัฐมินนิโซตาเดิมมีกำหนดแล้วเสร็จภายในปี 2016 แต่ในภายหลัง บริษัทซึ่งอยู่เบื้องหลังโครงการนี้กลับเผชิญภาวะล้มละลายตามมา และในช่วงที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เขาเคยชูโครงการต่างๆ แต่ท้ายที่สุดหลายโครงการกลับไม่เป็นไปตามที่ประกาศไว้ในตอนแรก 

ตัวอย่างสำคัญคือ กรณีของบริษัท Foxconn ในรัฐวิสคอนซิน ซึ่งทรัมป์เข้าร่วมพิธีวางศิลาฤกษ์โรงงานมูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ พร้อมยกย่องโครงการนี้ว่าเป็น “สิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก” อย่างไรก็ตามในปี 2021 Foxconn กลับลดแผนการลงทุนเหลือ 672 ล้านดอลลาร์ และลดจำนวนการจ้างงานใหม่เหลือ 1,454 ตำแหน่ง จากเดิมที่วางแผนไว้สูงถึง 13,000 ตำแหน่ง


ที่มา: CNBC