วันเสาร์ ที่ 26 กันยายน 2569

Login
Login

ซาอุฯ ฟื้นส่งออกน้ำมันดิบพุ่งนิวไฮ ฝ่าวิกฤติฮูตี-โดรนถล่มท่อส่งสำคัญ

ยอดส่งออกน้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบียในเดือน ก.ย. ทะยานขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อ 7 เดือนก่อน สวนทางสถานการณ์สู้รบกับกลุ่มฮูตี

KEY POINTS

  • ยอดส่งออกน้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบียในเดือน ก.ย. พุ่งขึ้นสูงสุดในรอบ 7 เดือน แตะระดับ 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้นเกือบ 80% จากเดือนก่อนหน้า
  • การส่งออกฟื้นตัวได้แม้ท่อส่งน้ำมันสายสำคัญ (East-West oil pipeline) จะถูกโจมตีด้วยโดรนจนต้องปิดให้บริการชั่วคราว
  • ซาอุฯ แก้ปัญหาโดยเปลี่ยนเส้นทางขนส่งน้ำมันกลับไปใช้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งได้รับการคุ้มกันจากกองทัพสหรัฐฯ ทำให้สามารถรักษาระดับการส่งออกไว้ได้

สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ยอดส่งออกน้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบียในเดือน ก.ย. ทะยานขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อ 7 เดือนก่อน โดยสามารถฟื้นตัวกลับสู่ค่าเฉลี่ยต่อเดือนของปี 2025 สวนทางกับสถานการณ์สู้รบกับกลุ่มติดอาวุธที่อิหร่านหนุนหลัง รวมถึงการที่ท่อส่งน้ำมันสายหลักของซาอุฯ ถูกโจมตีจนต้องปิดให้บริการชั่วคราว

ข้อมูลจาก Kpler บริษัทข้อมูลด้านการค้าระบุว่า ปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบียในเดือน ก.ย. พุ่งขึ้นถึงระดับ 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือเกือบ 80% เมื่อเทียบกับระดับ 3.4 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา แม้ว่าในเดือนนี้รัฐบาลริยาดจะจำเป็นต้องปิดการใช้งานท่อส่งน้ำมันตะวันออก-ตะวันตก (East-West oil pipeline) สายสำคัญ หลังได้รับความเสียหายจากการโจมตีด้วยโดรนที่ถูกปล่อยมาจากฝั่งอิรักก็ตาม

ในช่วงวิกฤตสงครามอิหร่าน ท่อส่งน้ำมันสายนี้เปรียบเสมือนวาล์วระบายความตึงเครียดที่สำคัญของตลาดน้ำมันโลก เนื่องจากซาอุฯ สามารถโยกย้ายอุปทานจากแหล่งผลิตทางตะวันออก ผ่านท่อส่งไปยังสถานีปลายทางที่เมืองหยานปูบริเวณทะเลแดง เพื่อหลีกเลี่ยงการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เรือบรรทุกน้ำมันมักถูกกองกำลังอิหร่านดักโจมตี

ทันทีที่มีข่าวการปิดท่อส่งน้ำมัน ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ได้พุ่งขึ้นไปแตะระดับเกือบ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนที่ราคาจะปรับตัวลดลงในเวลาต่อมา เนื่องจากนักลงทุนเริ่มคลายความกังวลและมั่นใจว่าปัญหาการหยุดชะงักนี้ส่งผลกระทบต่ออุปทานน้อยกว่าที่กังวลกันในตอนแรก

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ซาอุฯ สามารถรักษาระดับการส่งออกไว้ได้ คือการตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบกลับไปใช้ช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง โดยอาศัยเส้นทางเดินเรือบริเวณชายฝั่งโอมานที่ได้รับการคุ้มกันจากกองทัพสหรัฐ ซึ่งแม้ว่าการเดินทางในน่านน้ำดังกล่าวยังคงเต็มไปด้วยความเสี่ยง แต่กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับอื่นๆ ก็ต้องพึ่งพาเส้นทางนี้มานานหลายเดือนแล้วเช่นกัน

แมตต์ สมิธ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยสินค้าของ Kpler ชี้ว่า "การเร่งส่งออกน้ำมันจากอ่าวอาหรับนั้น เป็นผลพวงโดยตรงจากการปิดท่อส่งน้ำมัน แต่ขณะเดียวกันก็สะท้อนความเชื่อมั่นที่เพิ่มสูงขึ้นในการใช้เส้นทางช่องแคบฮอร์มุซ" 

ข้อมูลจาก Kpler ระบุว่า ปริมาณการส่งออกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ทำสถิติเฉลี่ย 7 วันอยู่ที่ 13.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน เทียบกับระดับ 17 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงก่อนที่สงครามอิหร่านจะกระทบระบบการเดินเรือ

สำหรับแนวโน้มการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน แม้ทางการซาอุดีอาระเบียจะยังไม่ได้ยืนยันการเปิดท่อส่งน้ำมันอย่างเป็นทางการ แต่แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมเปิดเผยกับสำนักข่าว Reuters ว่า ท่อส่งน้ำมันตะวันออก-ตะวันตกได้เริ่มกลับมาดำเนินการอีกครั้งด้วยปริมาณที่ยังต่ำอยู่เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา และกำลังอยู่ระหว่างการเร่งกำลังการส่งให้เพิ่มขึ้น 

สอดคล้องกับท่าทีของ อามิน นัสเซอร์ ซีอีโอของ Saudi Aramco ที่ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ Nikkei เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า ปัญหาการหยุดชะงักชั่วคราวของโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน โดยปกติแล้วจะใช้เวลาแก้ไขเพียงไม่กี่วัน ไม่ใช่ระดับหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน