วันเสาร์ ที่ 19 กันยายน 2569

Login
Login

‘วอร์เรน บัฟเฟตต์’ วางมือ ‘เบิร์กเชียร์’ ส่งไม้ต่อลูกชาย ‘ฮาวเวิร์ด’ นั่งเก้าอี้ประธาน

วอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีนักลงทุนผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ประกาศก้าวลงจากตำแหน่งประธานกรรมการของ เบิร์กเชียร์ ฮาธาเวย์

KEY POINTS

  • วอร์เรน บัฟเฟตต์ ประกาศลงจากตำแหน่งประธานกรรมการของ เบิร์กเชียร์ ฮาธาเวย์ ปิดฉากการบริหารที่ยาวนานกว่า 6 ทศวรรษ
  • ฮาวเวิร์ด บัฟเฟตต์ บุตรชายคนโต จะเข้ารับตำแหน่งประธานกรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหาร (Non-executive chairman) คนใหม่
  • บทบาทหลักของฮาวเวิร์ดคือการพิทักษ์วัฒนธรรมองค์กร ขณะที่การบริหารจัดการโดยรวมยังคงเป็นหน้าที่ของ เกร็ก อาเบล ในตำแหน่งซีอีโอ
  • บัฟเฟตต์จะยังคงเป็นกรรมการบริษัทและได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์

วอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีนักลงทุนผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ประกาศก้าวลงจากตำแหน่งประธานกรรมการของ เบิร์กเชียร์ ฮาธาเวย์ เมื่อวันที่ 18 ก.ย. ที่ผ่านมา ปิดฉากการกุมบังเหียนอาณาจักรธุรกิจที่สร้างมานานกว่า 6 ทศวรรษ โดยมอบให้ ฮาวเวิร์ด บัฟเฟตต์ บุตรชายคนโตวัย 71 ปี ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานกรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหาร (Non-executive chairman) การผลัดใบครั้งนี้ถือเป็นบทสรุปของแผนการสืบทอดอำนาจที่เตรียมการมาอย่างยาวนานและราบรื่นของบริษัท

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นราว 9 เดือนหลังจากที่บัฟเฟตต์ในวัย 96 ปี ได้ลงจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) และส่งมอบอำนาจบริหารให้กับ เกร็ก อาเบล มือขวาที่ทำงานร่วมกันมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม บัฟเฟตต์จะยังคงรั้งตำแหน่งกรรมการบริษัทและได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานกิตติมศักดิ์ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มอบให้กับผู้ก่อตั้งหรือผู้บริหารที่เกษียณอายุ เพื่อยกย่องคุณูปการและผลงานที่สร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างยั่งยืนต่อองค์กร

ตลอด 6 ทศวรรษที่ผ่านมา บัฟเฟตต์ หรือที่รู้จักกันในฉายา "เทพพยากรณ์แห่งโอมาฮา" (Oracle of Omaha) ได้พลิกโฉมเบิร์กเชียร์จากบริษัทสิ่งทอที่กำลังขาดทุนในภูมิภาคนิวอิงแลนด์ ให้กลายเป็นกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีมูลค่าทะลุ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ เขาคือผู้ปลุกปั้นและเผยแพร่ปรัชญาการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ที่ทรงอิทธิพลต่อผู้บริหารและนักลงทุนทั่วโลก นอกจากนี้ ท่าทีที่เป็นกันเองและติดดินของเขา ยังทำให้การประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีที่เมืองโอมาฮากลายเป็นงานใหญ่ที่ดึงดูดผู้คนนับหมื่น ซึ่งล้วนแต่ต้องการแสวงหาคำแนะนำที่สร้างความมั่นใจในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลกปั่นป่วน

ปัจจุบัน อาณาจักรของเบิร์กเชียร์ครอบคลุมธุรกิจหลากหลาย ตั้งแต่บริษัทประกันภัยรถยนต์ GEICO การรถไฟ BNSF ธุรกิจพลังงาน อุตสาหกรรม ค้าปลีก ไอศกรีม Dairy Queen ไปจนถึงแบรนด์เก่าแก่อย่างมีดทำครัว Ginsu นอกจากนี้ บริษัทยังถือครองหุ้นมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ในบริษัทชั้นนำ เช่น Apple, American Express, Alphabet และ Coca-Cola สิ่งเหล่านี้ทำให้เบิร์กเชียร์เป็นหนึ่งในบริษัทที่โดดเด่นและหาได้ยากในทำเนียบบริษัทมูลค่าล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนใหญ่มักถูกยึดครองโดยบริษัทเทคโนโลยี

สำหรับบทบาทของ ฮาวเวิร์ด บัฟเฟตต์ ผู้เป็นบุตรชาย ซึ่งนั่งเป็นกรรมการบริษัทมาตั้งแต่ปี 1993 จะแตกต่างจากผู้เป็นพ่อ โดยเขาจะไม่มีบทบาทในการบริหารจัดการเชิงรุก แต่ภารกิจหลักคือการปกป้องและรักษาวัฒนธรรมองค์กรของเบิร์กเชียร์เอาไว้ ฮาวเวิร์ดเคยให้สัมภาษณ์ถึงนิยามวัฒนธรรมขององค์กรเมื่อต้นปี 2025 ว่า "มันไม่ใช่เรื่องซับซ้อน วัฒนธรรมของเราคือการทำทุกอย่างให้เรียบง่าย ทำในสิ่งที่จำเป็น ปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเป็นธรรม เคารพผู้บริหารและผู้ถือหุ้น และกล้าที่จะบอกข่าวร้ายอย่างตรงไปตรงมา"

ด้าน เกร็ก อาเบล วัย 64 ปี ซีอีโอคนปัจจุบัน กล่าวเสริมว่า วัฒนธรรมและค่านิยมที่วอร์เรนสร้างขึ้นจะยังคงเป็นหัวใจสำคัญของเบิร์กเชียร์ โดยมีฮาวเวิร์ดเป็นผู้พิทักษ์รักษามันไว้ ปัจจุบัน อาเบลดูแลสายธุรกิจหลายกลุ่มโดยตรง ขณะที่ อจิต เจน รองประธานกรรมการ จะรับผิดชอบดูแลธุรกิจประกันภัย และ อดัม จอห์นสัน จะดูแลกลุ่มธุรกิจอุปโภคบริโภค บริการ และค้าปลีก

บัฟเฟตต์ระบุในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นว่า "กาลเวลาคือผู้ชนะเสมอ แต่มันก็ยังใจดีกับผม กว่า 60 ปีที่ผ่านมา ผมยังมีงานที่ดีที่สุดในโลก ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่คนวัยเดียวกับผมหลายคนจะพูดได้ และผมไม่เคยรู้สึกดีขนาดนี้มาก่อนกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป" โดยไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับสุขภาพของเขาเพิ่มเติม แต่ยังเผยเรื่องราวส่วนตัวเล็กน้อยว่าเพิ่งได้เจอเหลนวัย 1 ขวบ ซึ่งเคลื่อนไหวได้เร็วกว่าตัวเขาเองเสียอีก

การเปลี่ยนผ่านอำนาจในครั้งนี้ไม่ได้สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดมากนัก หุ้นของเบิร์กเชียร์ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.4% ในการซื้อขายช่วงบ่าย ไบรอัน จาค็อบเซน หัวหน้านักยุทธศาสตร์เศรษฐกิจจาก Annex Wealth Management ให้ความเห็นว่า "มันเป็นเรื่องของเวลา บัฟเฟตต์ลงจากตำแหน่งได้อย่างสง่างาม นี่คือผลลัพธ์ของการวางแผนสืบทอดตำแหน่งอย่างระมัดระวัง มากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนตัวผู้บริหารแบบกะทันหัน"

ทั้งนี้ นิตยสาร Forbes ประเมินว่าปัจจุบัน บัฟเฟตต์มีความมั่งคั่งราว 1.45 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งตัวเลขนี้อาจสูงกว่านี้มากหากเขาไม่ได้บริจาคหุ้นมากกว่าครึ่งหนึ่งของเบิร์กเชียร์ให้กับองค์กรการกุศลมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2006

ภายใต้การบริหารของ เกร็ก อาเบล บริษัทเริ่มมีทิศทางที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง โดยอาเบลได้เข้าซื้อกิจการบริษัทรับสร้างบ้าน Taylor Morrison ด้วยมูลค่า 1.68 หมื่นล้านดอลลาร์ และเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นใน Alphabet ขณะเดียวกัน เบิร์กเชียร์ยังมีเงินสดในมือสูงเกือบทำสถิติถึง 3.647 แสนล้านดอลลาร์เมื่อสิ้นเดือนมิถุนายน ซึ่งช่วยให้อาเบลมีอิสระในการเข้าซื้อกิจการเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม ผลงานของหุ้นเบิร์กเชียร์ในปี 2026 ณ วันที่ 17 ก.ย. ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นช้ากว่าดัชนี S&P 500 อยู่ประมาณ 11% ปัจจุบันหุ้นซื้อขายกันที่ระดับใกล้เคียง 1.5 เท่าของมูลค่าทางบัญชี ซึ่งนักวิเคราะห์และผู้สังเกตการณ์หลายคนเชื่อว่า "ส่วนเพิ่มมูลค่าจากชื่อเสียงของบัฟเฟตต์" (Buffett premium) ในราคาหุ้นนั้นได้สลายไปเกือบหมดแล้ว

แคธี ไซเฟิร์ต นักวิเคราะห์จาก CFRA Research ชี้ความท้าทายสำคัญว่า ปัจจุบันบริษัทไม่ได้ถูกขับเคลื่อนโดยนักลงทุนแบบเน้นคุณค่าชื่อดังอีกต่อไป ภาระอันหนักอึ้งจึงตกไปอยู่ที่ เกร็ก อาเบล ที่จะต้องเร่งพิสูจน์ฝีมือและบรรเทาความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับการดำเนินกลยุทธ์การจัดสรรเงินทุนของเบิร์กเชียร์ ในยุคที่ไม่มี วอร์เรน บัฟเฟตต์ คอยบริหารจัดการอยู่อีกต่อไป