วันพฤหัสบดี ที่ 17 กันยายน 2569

Login
Login

สภาไฟเขียว ‘ให้อำนาจทรัมป์’ ‘ขึ้นภาษี’ ชาติซื้อน้ำมันรัสเซีย

สหรัฐยกระดับแรงกดดันต่อรัสเซีย หลังสภาคองเกรสไฟเขียวกฎหมายเปิดทาง ‘ทรัมป์’ ขึ้นภาษีประเทศที่ยังซื้อพลังงานรัสเซีย โดยมีอัตราตั้งแต่ 100-500% ขณะที่จีน-อินเดียอยู่ในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ

สหรัฐ เดินหน้าเพิ่มแรงกดดันต่อรัสเซียครั้งใหญ่ หลังสภาคองเกรส “ไฟเขียว” ร่างกฎหมายเปิดทางให้ประธานาธิบดีทรัมป์ สามารถใช้มาตรการ “ขึ้นภาษี” เล่นงานประเทศที่ยังคงซื้อน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจากรัสเซีย หวังบีบรายได้พลังงานซึ่งเป็นแหล่งเงินสำคัญของมอสโก ท่ามกลางสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อเข้าสู่ “ปีที่ 5”

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐลงมติผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวด้วย “คะแนน 262 ต่อ 159 เสียง” เมื่อวันพุธ หลังจากวุฒิสภาให้ความเห็นชอบไปเมื่อเดือนก่อน ส่งผลให้ร่างกฎหมายเตรียมเข้าสู่โต๊ะทำงานของทรัมป์ โดยเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวระบุว่า ประธานาธิบดีมีแผนลงนามภายในไม่กี่วันข้างหน้า

สาระสำคัญของกฎหมายคือ การให้อำนาจประธานาธิบดีเรียกเก็บภาษี “สูงสุดถึง 500%” ต่อสินค้ารัสเซียที่นำเข้าโดยสหรัฐ รวมถึงเก็บภาษีเพิ่มเติม 100% จากประเทศผู้ซื้อพลังงานรายใหญ่ 5 อันดับแรก ตลอดจนประเทศที่นำเข้าน้ำมันดิบหรือก๊าซธรรมชาติจากรัสเซีย หรือมีส่วนช่วยหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร โดยอำนาจดังกล่าวจะมีอายุ 5 ปี

มาตรการนี้อาจส่งผลกระทบต่อผู้ซื้อพลังงานรัสเซียรายใหญ่ เช่น จีน อินเดีย และตุรกี ซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐ อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาวได้เจรจาให้มีข้อยกเว้นในกฎหมาย ทำให้ทรัมป์ยังมีดุลพินิจอย่างกว้างขวางว่า จะใช้มาตรการภาษีดังกล่าวกับประเทศใดหรือไม่

ไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐกล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้จะเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการคว่ำบาตรรัฐบาลและสถาบันการเงินรัสเซีย รวมถึงรัฐบาลต่างชาติที่ช่วยสนับสนุนรัสเซียผ่านการซื้อน้ำมันและก๊าซราคาถูก หรือช่วยหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร

อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายสร้างความกังวลในภาคธุรกิจและความเห็นแตกต่างภายในทั้งสองพรรค โดยฝ่ายคัดค้านเตือนว่า การเปิดทางให้เก็บภาษีเพิ่มเติมจากประเทศคู่ค้าหรือพันธมิตรของสหรัฐ อาจยิ่งเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและค่าครองชีพ ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพ.ย. โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์เป็นประเด็นสำคัญต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

นอกจากนี้ หาก “จีน” และ “อินเดีย” ต้องหันไปซื้อน้ำมันจากแหล่งอื่นแทนรัสเซีย ก็อาจเพิ่มความต้องการในตลาดโลกที่อุปทานตึงตัวอยู่แล้ว และสร้างแรงกดดันต่อราคาพลังงานเพิ่มเติม

กฎหมายฉบับนี้ยัง ขยายอายุ “Iran Sanctions Act” ซึ่งบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2539 ออกไปจนถึงปี 2574 เพื่อคงอำนาจของสหรัฐในการใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อบริษัทต่างชาติที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน

สำหรับยูเครน การผ่านกฎหมายครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณสนับสนุนที่เป็นรูปธรรมจากสหรัฐ ขณะที่ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี เตรียมหาทางพบกับทรัมป์นอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่นครนิวยอร์กในสัปดาห์หน้า ท่ามกลางคำถามว่าวอชิงตันจะเพิ่มแรงกดดันต่อรัสเซียมากเพียงใดในระยะต่อไป
 

 

อ้างอิง: bloomberg