บิ๊กคอร์ปพลังงานโลก ชี้เทรนด์น้ำมันและก๊าซ บนเวที Gastech 2026 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ “เชลล์” ระบุ 7 เดือน แอลเอ็นจีหายจากตลาดโลก ADNOC ชี้การผลิตและขนส่งยากจะกลับมาปกติทันที “เอ็กซอนโมบิล” ชี้แอลเอ็นจีสหรัฐเป็นเสาหลักใหม่ตลาดโลก “เอนิ” เตือนบทเรียนสงครามตะวันออกกลาง ทิศทางราคาก๊าซยากคาดเดา “เชฟรอน”ย้ำสัญญาระยะยาวจำเป็นมากขึ้น
ท่ามกลางวิกฤติภูมิรัฐศาสตร์และเส้นทางขนส่งพลังงานที่เปราะบาง ส่งผลต่อเสถียรภาพการลำเลียงพลังงานป้อนตลาดโลก โดยเฉพาะ “เอเชีย” ที่พึ่งการนำเข้าก๊าซสูง ผู้นำอุตสาหกรรมพลังงานชั้นนำโลกมอง “เสถียรภาพพลังงาน” ในอนาคตไม่ขึ้นกับการรอความขัดแย้งยุติลง แต่ต้องอาศัยการปรับตัวเชิงโครงสร้าง การกระจายแหล่งจัดหา และการทำสัญญาระยะยาวเพื่อสร้างความมั่นคงให้เศรษฐกิจโลก
ในเวทีเสวนาด้านพลังงานระดับโลก Gastech 2026 ที่จัดขึ้นวันที่ 14-17 ก.ย.2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ในหัวข้อ “Keeping gas competitive: Navigating fragility at the heart of global gas markets”
“เซดริก เครเมอร์ส” ประธานบริหารกลุ่มธุรกิจก๊าซของบริษัท เชลล์ เผยว่า วิกฤติตะวันออกกลางตลอดเกือบ 7 เดือนที่ผ่านมา ทำให้อุปทานก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) หายไปจากตลาดโลก 36 ล้านตัน เมื่อเทียบปีก่อน เพราะผู้ผลิตรายใหญ่ทั้งกาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ดำเนินการไม่ได้ตามปกติ
ขณะที่แม้มีอุปทาน LNG จากทวีปอเมริกาเหนือ ทั้งสหรัฐและแคนาดา มาชดเชย 20 ล้านตัน รวมทั้งการดึงพลังงานจากคลังสำรองมาใช้โดยเฉพาะจีน แต่ราคาพลังงานปัจจุบันยัง “สูงเกินไป” สำหรับภาวะสมดุลของตลาด แม้ราคาก๊าซไม่พุ่งสูงรุนแรงเท่ากับน้ำมันสำเร็จรูปอย่างดีเซลหรือน้ำมันอากาศยาน แต่ระดับราคาที่แพงเกินไปเริ่มกระทบบางอุตสาหกรรม
ท่ามกลางความท้าทายดังกล่าว อุตสาหกรรม LNG ยังรักษาความยืดหยุ่นและการฟื้นตัว ทั้งการดูแลรักษาแท่นขุดเจาะและโรงงานแปรรูปให้เดินเครื่องต่อเนื่อง รวมถึงลูกเรือเดินเรือขนส่งสินค้าทั่วโลกที่ต้องเสียสละเดินทางอ้อมระยะทางไกลกว่าเดิม เพื่อส่งก๊าซถึงผู้บริโภคและรักษาความมั่นคงพลังงาน
ADNOC บริหารพอร์ต LNG ใหม่
“ราชิด อัล มัซรูอี” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ LNG ของ ADNOC มองว่า คำที่อธิบายตลาด LNG หลายเดือนที่ผ่านมาดีสุดคือ Resilience หรือความสามารถรับมือและปรับตัวต่อวิกฤติ แม้อุตสาหกรรมพลังงานเผชิญความท้าทาย แต่สิ่งที่ตัดสินว่าบริษัทผ่านวิกฤติหรือไม่ คือความสามารถปรับเส้นทางและบริหารพอร์ตเพื่อให้ก๊าซส่งถึงมือลูกค้าแม้ห่วงโซ่อุปทานเผชิญแรงกดดันหนัก
ADNOC จึงขยายธุรกิจ LNG ต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าเพิ่มปริมาณเป็น 47 ล้านตันภายในปี 2035 จากจุดเริ่มต้น 6 ล้านตันเมื่อ 50 ปีก่อน พร้อมขยายธุรกิจซื้อขาย LNG และลงทุนผ่าน ADNOC และ XRG หลายพื้นที่ทั่วโลก
ทั้งนี้ บทเรียนสำคัญจากวิกฤติครั้งนี้คือผู้ซื้อไม่ควรพึ่ง LNG จากแหล่งเดียว แต่ควรซื้อจากพอร์ตที่มีแหล่งจัดหาหลากหลายควบคู่ “การทำสัญญาระยะยาว” ที่ช่วยสร้างความมั่นคงให้ผู้ซื้อ และสร้างความแน่นอนเพียงพอให้ผู้ผลิตตัดสินใจลงทุนโครงการใหม่
‘การฟื้นฟู’ โจทย์ใหญ่หลังฮอร์มุซเปิด
ประเด็นสำคัญของสถานการณ์พลังงานตอนนี้คือ “การเปิดช่องแคบ” กับ “การฟื้นฟูระบบการไหลเวียนของพลังงาน” เพราะถึงแม้ช่องแคบจะเปิดทางสัญจรได้ แต่การฟื้นตัวของการผลิตและการขนส่งไม่กลับมาเป็นปกติได้ทันที และอาจต้องใช้เวลาอีกระยะ
รวมถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่นอน คือความจำเป็นต้องเร่งเติมก๊าซเข้าคลังสำรองในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะยุโรปที่กำลังเผชิญกับระดับก๊าซสำรองที่ต่ำเป็นประวัติการณ์ในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงก่อนเข้าสู่ฤดูหนาว
เครเมอร์ส ยกกรณีศึกษา Shell ที่มีโรงงานแปรรูปก๊าซเป็นของเหลว Pearl GTL ในกาตาร์ ซึ่งได้รับความเสียหายจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธช่วงเริ่มต้นของความขัดแย้ง โดยคาดว่าใช้เวลาฟื้นฟู 1 ปี และจะกลับมาดำเนินการได้ช่วงปลายไตรมาส 1 ปีถัดไป สะท้อนถึงการฟื้นฟูกำลังการผลิตและการเดินเรือระหว่างประเทศต้องใช้เวลา
“เอนิ”ชี้บทเรียนสงครามตะวันออกกลาง
“กีโด บรุสโก” (Guido Brusco) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ กลุ่มทรัพยากรธรรมชาติระดับโลกของบริษัท เอนิ (Eni) จากอิตาลี สะท้อนมุมมองต่อประเด็นการปรับราคาก๊าซและการเปิดช่องแคบฮอร์มุซว่า ในภาพรวมของวัฏจักรอุตสาหกรรมพลังงานระยะยาว วิกฤตินี้เป็นปัญหาระยะใกล้ที่ท้ายที่สุดแล้วจะผ่านพ้นไป
แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่าภาคอุตสาหกรรมจะฟื้นตัวกลับสู่จุดที่มีเสถียรภาพได้เร็วเพียงใด ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมมักปรับตัวและฟื้นตัวได้เร็วกว่ารายงานการคาดการณ์ต่างๆ เสมอ
บรุสโก ชี้ให้เห็นถึง 2 บทเรียนสำคัญที่อุตสาหกรรมได้เรียนรู้ร่วมกันจากทั้งวิกฤติรัสเซีย-ยูเครนและวิกฤติตะวันออกกลาง คือ
1.ความจำเป็นเร่งด่วนในการกระจายแหล่งจัดหาพลังงาน ทั้งในมิติของภูมิศาสตร์ ชนิดของโภคภัณฑ์พลังงาน เพื่อสร้างความยืดหยุ่นควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
2.โครงสร้างโลกกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ความเป็นโลกาภิวัตน์ที่ลดลง และหันมาพึ่งพาการรวมกลุ่มระดับภูมิภาคมากขึ้น โดยเฉพาะการบริหารห่วงโซ่อุปทานให้อยู่ภายใต้การควบคุม
สำหรับประเด็น “ทิศทางราคาก๊าซ” บรุสโกยอมรับว่าเป็นโจทย์คาดเดาได้ยากสุด โดยระบุว่าแม้บริษัทพลังงานระดับโลกจะทุ่มงบประมาณมหาศาลไปกับการทำวิจัยและคาดการณ์ราคา แต่ราคาก๊าซเป็นหนึ่งในสินค้าโภคภัณฑ์ที่ผันผวนสูงของตลาดพลังงานยุคปัจจุบัน
LNG สหรัฐเป็นเสาหลักใหม่ตลาดโลก
“ปีเตอร์ คลาร์ก” รองประธานอาวุโสฝ่าย LNG ของ ExxonMobil กล่าวว่า แม้บริษัทไม่ได้คาดการณ์ว่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงเช่นในช่วงที่ผ่านมา แต่เตรียมพร้อมรับมือกับ “Disruption” อยู่แล้ว ผ่านการสร้างพอร์ตธุรกิจที่กระจายทั้งในเชิงภูมิศาสตร์และห่วงโซ่มูลค่า รวมถึงลงทุนด้านโลจิสติกส์และระบบสำรอง ทำให้สามารถปรับเส้นทาง LNG และนำพลังงานไปยังตลาดที่ต้องการได้
ขณะที่สหรัฐกำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดย ExxonMobil คาดว่า LNG จากสหรัฐ อาจมีสัดส่วนราว 30% ของอุปทาน LNG โลกภายในปี 2030
ExxonMobil ยังเชื่อว่า ปัจจัยพื้นฐานระยะยาวของ LNG ไม่ได้เปลี่ยนไป และความต้องการจะยังเติบโต บริษัทจึงเดินหน้าลงทุนโครงการขนาดใหญ่ ทั้ง Golden Pass ซึ่งมีกำลังการผลิต 18 ล้านตัน โครงการในโมซัมบิก และการขยายโครงการในปาปัวนิวกินี
‘สัญญาระยะยาว’ สู่มั่นคงพลังงาน
“ฟรีแมน ชาฮีน” ประธานฝ่ายธุรกิจก๊าซ Chevron Global Gas มองว่า คำสำคัญอีกคำหนึ่งนอกเหนือจาก Resilience คือ “หุ้นส่วน” เพราะอุตสาหกรรม LNG อาศัยความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างผู้ผลิตและผู้ซื้อ Chevron จึงสร้างพอร์ตที่กระจายตัวตั้งแต่ออสเตรเลีย แองโกลา อิเควทอเรียลกินี ไปจนถึงสหรัฐ
พร้อมออกแบบสัญญาให้มีความยืดหยุ่นตามความต้องการของลูกค้า โดยมองว่าความเสี่ยงไม่ได้เกิดจากภูมิรัฐศาสตร์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงภัยธรรมชาติ เช่น พายุไซโคลน ซึ่งสามารถกระทบการผลิตและขนส่งได้เช่นกัน
ชาฮีน เตือนว่า อุตสาหกรรมจำเป็นต้องรักษาการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อการลงทุนในกำลังผลิต LNG ชะลอตัวก่อนโควิด ตลาดก็เผชิญช่องว่างด้านอุปทานและราคาพุ่งตามมา เขามองว่า “สัญญาระยะยาว” เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้โครงการ LNG ขนาดใหญ่เกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะในเอเชีย ซึ่งเป็นผู้ซื้อสำคัญที่ช่วยหนุนการพัฒนาโครงการ LNG ในสหรัฐ
ขณะที่ตลาด Spot ของ LNG ยังไม่ได้พัฒนาเต็มที่เหมือนสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทอื่น ดังนั้น สัญญาระยะยาวจึงยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างเสถียรภาพด้านราคาและความมั่นคงของอุปทาน
“เชฟรอน”ย้ำสัญญาระยะยาวจำเป็นขึ้น
“เซเดอริก เครเมอร์ส” ประธานกลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติครบวงจร บริษัท เชลล์ กล่าวว่า เห็นด้วยกับความเห็นของ Chevron ว่า สัญญาระยะยาวเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ผู้ซื้อหลายรายสามารถวางแผนและสร้างความเสถียรด้านราคาเพื่อรับมือกับความผันผวนได้
รวมทั้งชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญที่แตกต่างออกไปว่า ยังมีลูกค้ารายย่อยและผู้บริโภคอีกจำนวนมากรวมทั้งผู้ซื้อในเอเชียไม่สามารถเข้าถึงสัญญาระยะยาวได้นั้นต้องพึ่งการซื้อขายในตลาดสปอต เมื่อเกิดวิกฤติอุปทานจนราคาก๊าซในตลาดสปอตพุ่งสูงขึ้น กลุ่มผู้บริโภคที่ไม่สามารถทำสัญญาระยะยาวและมีกำลังจ่ายน้อยที่สุด กลับกลายเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้





