วันเสาร์ ที่ 5 กันยายน 2569

Login
Login

ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นแรงรอบสัปดาห์นี้ สหรัฐ–อิหร่านโจมตีกัน

ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้น 7-10% ในรอบสัปดาห์นี้ จากการสู้รบรอบใหม่ระหว่างสหรัฐ–อิหร่าน การขนส่งน้ำมันและสินค้าอื่น ๆ ผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังได้รับผลกระทบอย่างหนัก  

รอยเตอร์ รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบ เพิ่มขึ้นมากกว่า 7% ในรอบสัปดาห์ หลังสหรัฐและอิหร่านกลับมาปะทะทางการทหารอีกครั้งในเดือนที่ 7 ของความขัดแย้ง ขณะที่ราคาดีเซลในสหรัฐพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่  

 

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ปิดบวก 76 เซนต์ ที่ 96.28 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในวันศุกร์ (4 ก.ย.69) ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) เพิ่มขึ้น 18 เซนต์ ปิดที่ 91.48 ดอลลาร์ เบรนท์ปรับขึ้นเกือบ 8% ตลอดสัปดาห์ ขณะที่ WTI เพิ่มขึ้นเกือบ 10%  

แรงปรับขึ้นของราคาน้ำมัน เมื่อรวมกับการพุ่งขึ้นที่รุนแรงกว่ามากของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ได้ผลักดันทั้งเงินเฟ้อและต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลให้สูงขึ้นทั่วโลก และทำให้เสียงเตือนว่าเศรษฐกิจโลกอาจกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่การชะลอตัวแรง (hard landing) ดังขึ้น  

 

“ทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากดีเซล นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลว่าทำไมยีลด์พันธบัตรรัฐบาลในสหรัฐจึงอยู่ในระดับสูง เพราะตลาดคาดว่าเงินเฟ้อจะยังคงเดินหน้าขึ้นต่อไป” เคลาดิโอ กาลิมแบร์ติ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Rystad Energy กล่าว  

ราคาดีเซลในสหรัฐพุ่งขึ้น

ราคาดีเซลเฉลี่ยในสหรัฐทำสถิติสูงสุดใหม่ ขณะที่การปะทะกันระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่กลับมาระอุอีกครั้ง รวมถึงการโจมตีโรงกลั่นรัสเซียโดยยูเครน ทำให้ความเสี่ยงด้านอุปทานเพิ่มขึ้น  

รัฐบาลสหรัฐระบุว่า การไหลเวียนของน้ำมันจากตะวันออกกลางกลับมาใกล้ระดับปกติในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่บรรดานักวิเคราะห์และผู้ติดตามการเคลื่อนตัวของเรือบรรทุกสินค้า (tanker trackers) ชี้ว่า การไหลเวียนยังถูกกระทบกระเทือนอย่างหนัก  

“ดูเหมือนน้ำมันกำลังอยู่ในระยะที่ภาวะชะงักงันของความขัดแย้งและการปะทะที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ปลุกให้ ‘ความเสี่ยงเพิ่ม’ (risk premium) ที่ฝังอยู่ในราคากลับมาปรากฏตัวเป็นระยะ” นอร์เบิร์ต รักเคอร์ หัวหน้าฝ่ายเศรษฐศาสตร์และวิจัยยุคใหม่ของ Julius Baer กล่าว  

“จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีสัญญาณว่าการปะทะที่ยกระดับขึ้นในสัปดาห์นี้ส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลางอย่างมีนัยสำคัญจนทำให้ตลาดน้ำมันตึงตัวขึ้น” รักเคอร์กล่าว “แรงปรับขึ้นรอบนี้ของราคาน้ำมันจึงดูจะมาจากบรรยากาศและความกลัวในตลาดเป็นหลัก”  

การโจมตีของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายสิบคน รวมถึงพลเรือนชาวอิหร่าน เป็นการปะทะกันที่รุนแรงที่สุดระหว่างสองประเทศนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม  

ด้านรัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอล อิสราเอล แคตซ์ ออกคำเตือนซ้ำว่าอิสราเอลพร้อมจะ “ทำให้อำนาจทางทหารและโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนของอิหร่าน รวมถึงสิ่งปลูกสร้างด้านพลังงาน เป็นอัมพาต” หากเตหะรานโจมตีอิสราเอล  

เจ้าหน้าที่อาวุโสชาวอิหร่านสามรายกล่าวว่าแคมเปญของสหรัฐที่มุ่งบีบเศรษฐกิจอิหร่านด้วยการปิดล้อมการส่งออกน้ำมันและสกัดการเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร กำลังกลายเป็นสิ่งที่ยากขึ้นเรื่อย ๆ ที่อิหร่านจะรับมือได้ 

ข้อมูลเบื้องต้นด้านการขนส่งทางเรือระบุว่า มีเรือบรรทุกสินค้าโภคภัณฑ์เพียง 4 ลำผ่านช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันพฤหัสบดี ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 วันที่ราว 15 ลำอย่างมาก  

อิรัก เพิ่มการส่งออกน้ำมันในเดือนสิงหาคมขึ้นเป็นราว 2.34 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากประมาณ 1.35 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกรกฎาคม ตามคำกล่าวของเจ้าหน้าที่พลังงานอิรักสองรายเมื่อวันพุธ  

ปรับคาดการณ์ราคาน้ำมัน

ธนาคาร Citi ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาเฉลี่ยน้ำมันดิบเบรนท์ในไตรมาส 3 เป็น 86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากเดิม 80 ดอลลาร์ โดยระบุว่าการเปิดช่องแคบกลับมาใช้งานเต็มที่ใช้เวลานานกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้า  

นักวิเคราะห์ของธนาคาร ANZ ก็ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เช่นกัน เป็น 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในระยะสั้น พร้อมมองว่ามีความเสี่ยงด้านขาขึ้น หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น