‘ซีเรีย’ กำลังเดิมพันครั้งใหญ่เพื่อกลับมาเป็น ‘ฮับพลังงานแห่งตะวันออกกลาง’ แทนฮอร์มุซ อาศัยทำเลเชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ดึงทั้งเส้นทางขนส่งน้ำมันและโครงการท่อส่งน้ำมันขนาดใหญ่เข้าสู่ประเทศ ท่ามกลางวิกฤติฮอร์มุซที่จบยาก
สงครามที่ทำให้ “ช่องแคบฮอร์มุซ” ต้องหยุดชะงัก กำลังเปิดโอกาสครั้งสำคัญให้ “ซีเรีย” พลิกบทบาทตัวเองขึ้นมาเป็น “เส้นทางขนส่งพลังงานแห่งใหม่” เชื่อมตะวันออกกลางเข้ากับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
ปัจจุบัน ที่เมืองอัล-กอรียาไตน์ ประเทศซีเรีย มีรถบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ราว 5,000 คันวิ่งผ่านพื้นที่ทะเลทรายแห่งนี้ “ทั้งกลางวันและกลางคืน” ต่อแถวยาวราวกับขบวนคาราวานที่มุ่งหน้าไปยังทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
หนังสือพิมพ์เดอะวอชิงตันโพสต์รายงานว่า รถบรรทุกเหล่านี้กำลังลำเลียงน้ำมันจากโรงกลั่นทางตอนใต้ของอิรัก ข้ามซีเรียไปยังท่าเรือบานิยาสริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เส้นทางดังกล่าว เริ่มทดลองใช้ตั้งแต่เดือนเมษายน หลังการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดลง
สำหรับรัฐบาลใหม่ของซีเรีย นี่ไม่ใช่เพียงเส้นทางชั่วคราว แต่เป็นโอกาสในการผลักดันประเทศกลับมาเป็น “ศูนย์กลางการขนส่งของตะวันออกกลาง” หลังการล่มสลายของรัฐบาลบาชาร์ อัล-อัสซาด และการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรจากนานาชาติ
ด้วยทำเลที่สามารถเชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับยุโรปผ่านทะเลเมดิเตอร์เรเนียน รัฐบาลภายใต้ประธานาธิบดีอาห์เหม็ด อัล-ชารา กำลังเสนอซีเรียเป็นเส้นทางบกทางเลือกสำหรับการขนส่งทั้งพลังงานและสินค้า เพื่อลดการพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซ
หนึ่งในโครงการสำคัญคือ แผนสร้าง “ท่อส่งน้ำมัน” จากเมืองบาสราทางตอนใต้ของอิรักไปยังบานิยาส ซึ่งรัฐบาลทรัมป์ออกมา “ประกาศสนับสนุน” เมื่อเดือนกรกฎาคม โดยโครงการที่นำโดย Chevron มีเป้าหมายขนส่งน้ำมันดิบ “ได้ถึง 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน” ใช้เส้นทางใกล้เคียงกับขบวนรถบรรทุกน้ำมันในปัจจุบัน
เมื่อทำเนียบขาวเปิดตัวโครงการร่วมกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของซีเรียและอิรัก ทอม บาร์แร็ก ทูตพิเศษของทรัมป์ระบุว่า โครงการนี้จะช่วยทำให้ช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็นเพียง “เรื่องที่ไม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญอีกต่อไป”
ท่อส่งน้ำมันดังกล่าว มีระยะทางประมาณ 1,600 กิโลเมตร มูลค่า 5.7 พันล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้าง “อย่างน้อย 2 ปีครึ่ง” แม้ไม่สามารถทดแทนการขนส่งทางเรือผ่านฮอร์มุซได้ทั้งหมด แต่จะช่วยให้ประเทศผู้ผลิตน้ำมันมีเส้นทางส่งออกเพิ่มขึ้น และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาจุดยุทธศาสตร์เพียงแห่งเดียว
ไม่เพียงเท่านั้น ซีเรีย ยังมองไกลกว่าน้ำมันและก๊าซ โดยได้ทำข้อตกลงกับตุรกีและซาอุดีอาระเบียเพื่อฟื้นฟู “เส้นทางรถไฟยุคออตโตมัน” เชื่อมยุโรปกับทะเลแดงผ่านซีเรีย ขณะที่ซีเรียและอิรักกำลังส่งเสริมเส้นทางรถบรรทุกสำหรับขนส่งสินค้าจากอ่าวเปอร์เซียเข้าสู่ยุโรป
อย่างไรก็ตาม ความฝันในการเป็นฮับแห่งใหม่ยังเผชิญความเสี่ยง ทั้งปัญหาความมั่นคง กลุ่มติดอาวุธ โครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายจากสงคราม และความต้องการเงินลงทุนจำนวนมาก โดยเฉพาะท่อส่งน้ำมันที่ต้องผ่าน “พื้นที่อิรักตะวันตก” ซึ่งมีกองกำลังติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน
กาเบรียล มิตเชลล์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและนักวิจัยรับเชิญของ German Marshall Fund ระบุว่า ความสามารถในการรักษาความปลอดภัยทางกายภาพของโครงสร้างพื้นฐานท่อส่งน้ำมันจะเป็น “ความท้าทายอันดับหนึ่ง”
เหตุผลเพราะท่อส่งน้ำมัน อาจตกเป็น “เป้าหมายของกลุ่มติดอาวุธ” ขณะที่โครงการนี้เป็นการลงทุนที่มองไกลถึง 30 ปี จึงเกิดคำถามสำคัญว่า ใครจะเป็นผู้รับประกันความปลอดภัย บริษัทจะสามารถทำประกันโครงการได้อย่างไร และหากสงครามสิ้นสุดลงจนช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดใช้งานตามปกติ บริษัทน้ำมันระหว่างประเทศจะยังเห็นความจำเป็นในการลงทุนอีกหรือไม่
ถึงกระนั้น วิกฤติฮอร์มุซ กำลังทำให้ “ทำเลที่ตั้ง” ซึ่งเป็นจุดแข็งของซีเรียมานานหลายศตวรรษกลับมามีความสำคัญอีกครั้ง จากประเทศที่เคยถูกโดดเดี่ยวด้วยสงครามและมาตรการคว่ำบาตร ซีเรียกำลังพยายามกลับมาเป็น “ทางแยกของตะวันออกกลาง” ที่เชื่อมอ่าวเปอร์เซีย ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ยุโรป และเอเชียเข้าด้วยกันอีกครั้ง
อ้างอิง: washington, wionews





