วันพฤหัสบดี ที่ 3 กันยายน 2569

Login
Login

‘ธนาคารโลก’ เปิดรายงาน 'สร้างอนาคตประเทศไทย' ไม่ลงมือทำวันนี้ต้องรออีก 30 ปี

ธนาคารโลกเปิดรายงาน “Building Thailand’s Future Today” ชี้ช่องทางไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูงปี 2580 แนะยกระดับ 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ควบคู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ทะลวงคอขวดด้านธุรกิจและแรงงาน

KEY POINTS

  • ธนาคารโลกเปิดรายงานแนะแนวทางให้ไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูง โดยเสนอให้ยกระดับ 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคตเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
  • อุตสาหกรรมเป้าหมาย 5 กลุ่ม ได้แก่ การผลิตขั้นสูง, บริการดิจิทัล, การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและเชิงสุขภาพ, ธุรกิจเกษตรและอาหาร และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
  • หากปฏิรูปสำเร็จตามข้อเสนอแนะ จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ 5.4% ต่อปี และบรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงได้ภายในปี 2580

กลุ่มธนาคารโลกได้เปิดตัวรายงานฉบับล่าสุด “Building Thailand’s Future Today: The Investment and Growth Playbook” ภายในงาน “Bangkok Business Summit 2026: Reinvent Thailand, Resilient ASEAN” เวทีนำเสนอศักยภาพประเทศไทยสู่ประชาคมโลก จัดขึ้นวันที่ 3 ก.ย.2569 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ด้วยความร่วมมือของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมกับกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารโลก

รายงานฉบับนี้ระบุว่า ประเทศไทยมีโอกาสเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจรายได้สูงที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ผ่านการปฏิรูปเชิงโครงสร้างใน 2 เรื่องหลัก ได้แก่ การยกระดับศักยภาพ และการสร้างพลวัตทางเศรษฐกิจ 

โดยวิสัยทัศน์ดังกล่าวจะช่วยนำพาประเทศไทยให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง และยกระดับอัตราการเติบโตของรายได้ต่อหัว (GDP per capita) ขึ้นสู่ 5.4% ต่อปี ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญในการบรรลุสถานะประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 

ไทยต้องการ "การปฏิรูปรอบใหม่"

สตีเฟน เอ็น. เอ็นเดกวา ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทยและเมียนมา กล่าวเปิดรายงานว่า ประเทศไทยมีความได้เปรียบเชิงโครงสร้างเดิมที่แข็งแกร่ง ทั้งฐานอุตสาหกรรมที่มีความสามารถในการแข่งขันระดับโลก สถาบันทางเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานระดับมาตรฐานสากล ตลอดจนภาคเอกชนที่มีความเชื่อมโยงกับตลาดโลกอย่างลึกซึ้ง

อย่างไรก็ดี รูปแบบหรือโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจที่เคยสร้างความสำเร็จอย่างต่อเนื่องให้แก่ประเทศไทยตลอดช่วง 35 ปีที่ผ่านมา จะไม่สามารถส่งเสริมการเติบโตที่จำเป็นสำหรับการแข่งขันในอนาคตได้อีกต่อไป

"เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่รวดเร็วและท้าทายอย่างมาก ทั้งจากการอุบัติขึ้นของเทคโนโลยี AI การจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานและการค้าโลกใหม่ แรงกดดันด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์" เอ็นเดกวา กล่าว 

ปัจจัยเหล่านี้บีบบังคับให้ประเทศไทยต้องตัดสินใจเชิงนโยบายเพื่อฟื้นฟูขีดความสามารถ สถาบัน และยกระดับการลงทุนให้เกิดการจ้างงานที่ดีขึ้น 

โดยรายงานฉบับนี้ไม่ได้มุ่งเสนอในลักษณะที่เป็น "สูตรสำเร็จหรือข้อสั่งการ" แต่เป็น "คำเชิญชวน" จากกลุ่มธนาคารโลกเพื่อให้ทั้งภาครัฐและเอกชนไทยร่วมหารือเพื่อแปลงข้อเสนอแนะเชิงปฏิรูปเหล่านี้ไปสู่การลงมือปฏิบัติจริงร่วมกัน 

นอกจากนี้ จังหวะเวลาในการเปิดตัวรายงานยังมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากประเทศไทยกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก ณ กรุงเทพมหานคร ในช่วงเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งจะทำให้ผู้นำเศรษฐกิจจากทั่วโลกจะหันมามองความเคลื่อนไหวของไทยอย่างใกล้ชิด

‘ธนาคารโลก’ เปิดรายงาน 'สร้างอนาคตประเทศไทย' ไม่ลงมือทำวันนี้ต้องรออีก 30 ปี

ไม่ปรับวันนี้ อาจต้องรอถึง 30 ปี

แคทเธอริน แอน สเตเปิลตัน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารโลก กล่าวว่า นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์การเงินโลกและต่อเนื่องมาถึงการแพร่ระบาดของโควิด-19 อัตราการเติบโตของจีดีพีเฉลี่ยของไทยลดลงมาอยู่ที่เพียง 2.2% ต่อปีเท่านั้น และเผชิญกับภาวะการจ้างงานในระบบที่เติบโตอย่างจำกัด

"หากประเทศไทยยังคงดำเนินนโยบายตามปกติ และเติบโตตามแนวโน้มเฉลี่ยที่ 2.2% ประเทศไทยจะต้องใช้เวลาจนถึงปี 2599 หรือใช้เวลาเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในการยกระดับขึ้นสู่ประเทศที่มีรายได้สูง" สเตเปิลตันกล่าวเตือน 

แต่หากไทยดำเนินการปฏิรูปตามข้อเสนอแนะของรายงานและศักายภาพเศรษฐกิจขยายตัวได้ที่ 5.4% ต่อปี จะส่งผลให้บรรลุเป้าหมายได้ในปี 2580 หรือภายใน 12 ปี

ซึ่งจะส่งผลให้ "เด็กไทยที่เกิดในปีนี้" ได้เรียนต่อในระดับมัธยมปลายในประเทศที่มีสถานะเป็นประเทศรายได้สูง ได้รับระบบการศึกษาที่สอดคล้องกับมาตรฐานของกลุ่มประเทศ OECD และมีโอกาสเข้าทำงานในอุตสาหกรรมสีเขียวและนวัตกรรมใหม่ ที่จะได้รับค่าตอบแทนสูงอย่างเท่าเทียม

สเตเปิลตัน ชี้ให้เห็นว่า คอขวดที่เป็นอุปสรรคใน "การสร้างพลวัต" ของประเทศไทย ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ได้แก่

1.พลวัตของภาคธุรกิจที่อยู่ในระดับต่ำ ประเทศไทยมีจำนวนธุรกิจเกิดใหม่ต่ำกว่ามาตรฐานสากล โดยมีบริษัทสตาร์ทอัพเพียง 10 รายต่อประชากรหนึ่งล้านคน เมื่อเทียบกับสิงคโปร์ที่มีถึง 1,000 รายต่อประชากรหนึ่งล้านคน 

นอกจากนี้ สัดส่วนการใช้จ่ายเพื่อการวิจัยและพัฒนา (R&D) ต่อจีดีพีของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 1% เท่านั้น ในขณะที่กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 2.5% 

โดยรายงานตั้งเป้าหมายว่าไทยต้องยกระดับสัดส่วนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ที่ลงทุนวิจัยและพัฒนาให้เพิ่มขึ้นจาก 8% ในปัจจุบันขึ้นสู่ระดับ 20% ให้เทียบเท่ามาตรฐาน OECD

2.วิกฤติคุณภาพทักษะแรงงาน ปัจจุบันผลคะแนนทดสอบ PISA ในวิชาคณิตศาสตร์ของไทย ชี้ว่ามีเยาวชนไทยอายุ 15 ปีเพียง 1% เท่านั้นที่จัดอยู่ในกลุ่มผู้มีความสามารถสูง (Top Performers) เทียบกับมาตรฐาน OECD ที่ 9% และสิงคโปร์ที่มีสัดส่วนสูงถึง 25% 

นอกจากนี้ สัดส่วนผู้เข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาของไทยอยู่ที่ 45% ซึ่งต่ำกว่าระดับเฉลี่ยของประเทศรายได้สูงที่มีสัดส่วนถึง 82% อย่างชัดเจน

3. การสร้าง "เมืองแห่งอนาคต" เพื่อกระจายศูนย์กลางความเจริญออกจากกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองที่มีความแออัดสูงที่สุด โดยการสร้างความเจริญในเมืองรองด้วยโครงสร้างพื้นฐานและการเงินระดับท้องถิ่นที่มีประสิทธิภาพ 

ตลอดจนการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วมในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งทางธนาคารโลกได้เข้ามาร่วมสนับสนุนแนวทางการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำและการบริหารความเสี่ยงอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง

วิสัยทัศน์ 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นายขวัญพัฒน์ สุทธิธรรมกิจ เจ้าหน้าที่อาวุโสของธนาคารโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่า ส่วนประกอบสำคัญของ "การยกระดับศักยภาพ" ของประเทศ ตามรายงานฉบับนี้กำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลัก "5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต" ที่ไทยมีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบและมีศักยภาพในการสร้างงานที่มีคุณภาพ ได้แก่

1.การผลิตขั้นสูง (Advanced Manufacturing) มุ่งเน้นการยกระดับจากห่วงโซ่อุปทานการผลิตเดิมสู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ยานยนต์ไฟฟ้า (EVs) เซมิคอนดักเตอร์ และเทคโนโลยีทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

2.บริการดิจิทัล (Digital Services) สนับสนุนการปฏิรูประบบ ICT, ฟินเทค (Fintech) การส่งเสริมสตาร์ทอัพ และการเปิดกว้างเพื่อรับนวัตกรรมและการแข่งขัน

3.การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและเชิงสุขภาพ (Sustainable and Wellness Tourism) การปรับโครงสร้างภาคการท่องเที่ยวจากการเน้นปริมาณผู้ท่องเที่ยวสู่การท่องเที่ยวเชิงคุณค่าและมูลค่า ยกระดับกลุ่มเวลเนสและสุขภาพ พร้อมทั้งกระจายเส้นทางท่องเที่ยวสู่เมืองรองเพื่อสร้างงานในท้องถิ่น

4.ธุรกิจเกษตรและอาหาร (Agrifood) เพิ่มผลิตภาพเกษตรกรและมูลค่าผลิตภัณฑ์แปรรูป ต่อยอดการเกษตรคาร์บอนต่ำที่ทนทานต่อสภาพภูมิอากาศ และส่งเสริมโมเดลธุรกิจที่เป็นธรรม

5.อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industries) ยกระดับภาคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น ภาพยนตร์ แอนิเมชัน เกม และการสร้างรายได้ที่มั่นคงจากการบริหารทรัพย์สินทางปัญญา (IP)

นายขวัญพัฒน์ระบุว่า อุตสาหกรรมเป้าหมายเหล่านี้ถูกวิเคราะห์ผ่าน 3 เลนส์หลัก ประกอบด้วย การพิจารณาแนวโน้มกระแสเมกะเทรนด์โลก การวิเคราะห์ความได้เปรียบดั้งเดิมของประเทศไทย และการประเมินความสามารถในการสร้างตัวคูณการจ้างงานและการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ

"ตลอดระยะเวลา 18 เดือนที่ผ่านมา กลุ่มธนาคารโลกไม่ได้เขียนวิสัยทัศน์นี้ขึ้นมาเอง แต่เกิดจากการจัดกระบวนการมองอนาคต และเวทีหารือร่วมกับผู้นำหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ และภาคประชาสังคมมากกว่า 1,000 คน เพื่อทดสอบและกลั่นกรองข้อแนะนำเหล่านี้ นี่คือวิสัยทัศน์และแผนการของประเทศไทยเอง" นายขวัญพัฒน์กล่าวย้ำ