วันเสาร์ ที่ 5 กันยายน 2569

Login
Login

สาเหตุ ‘สงครามเมียนมา’ ไม่จบ ทอง-หยก-แร่หายาก ตัวหล่อเลี้ยง

สงครามกลางเมืองเมียนมาที่ลากยาวไม่รู้จบ อาจไม่ได้มีเพียง ‘อำนาจการเมือง’ เป็นเดิมพัน แต่ยังมี ‘ผลประโยชน์มหาศาลจากทองคำ หยก และแร่หายาก’ เป็นเชื้อเพลิงสำคัญ เมื่อทุกพื้นที่ที่ยึดได้ หมายถึงเหมืองที่ทำเงิน ด่านที่เก็บค่าผ่านทาง และเส้นทางค้าที่สร้างรายได้ คำถามสำคัญคือ หากสงครามยังทำเงินได้มหาศาล แล้วใครจะมีแรงจูงใจให้มันจบ?

“เมียนมา” อาจเป็นหนึ่งในประเทศร่ำรวยทรัพยากรมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ตั้งแต่ทองคำ หยก ทับทิม ไม้สัก ก๊าซธรรมชาติ ไปจนถึงมี “แร่หายาก” ที่ล้ำค่าต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและพลังงานสะอาด ซึ่งเมียนมาเป็นผู้จัดหาแร่รายใหญ่อันดับ 4 ของโลก

แต่ทว่า ประชาชนกลับไม่ได้มั่งคั่งตามไปด้วย ตรงกันข้าม มันกำลังกลายเป็นหนึ่งใน “เชื้อไฟ” ที่ทำให้สงครามกลางเมือง ซึ่งดำเนินมานานกว่า 5 ปี ยืดเยื้อออกไปอย่างไม่มีทีท่าว่าจะจบ

สงครามในเมียนมา ไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้เพื่อพื้นที่หรืออำนาจทางการเมือง แต่ยังเป็นการแย่งชิง “แหล่งรายได้” ที่สามารถนำเงินมาหล่อเลี้ยงกองกำลัง ซื้ออาวุธ และรักษาอำนาจของแต่ละฝ่ายไว้

สำนักข่าวบลูมเบิร์กได้เผยรายงานว่า หนึ่งในตัวอย่างชัดที่สุดคือ “โมก๊ก” (Mogok) เมืองบนภูเขาที่ได้รับฉายาว่า “หุบเขาแห่งทับทิม” และเป็นแหล่งกำเนิดทับทิมที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ทับทิมคุณภาพสูงจากโมก๊ก โดยเฉพาะชนิดสีแดงสดที่เรียกว่า “เลือดนกพิราบ” สามารถมีมูลค่ามหาศาล ในปี 2015 ทับทิม Sunrise Ruby ซึ่งประดับอยู่บนแหวนเพชร Cartier ถูกขายผ่าน Sotheby’s บริษัทจัดการประมูลผลงานศิลปะสัญชาติอังกฤษ ในราคามากกว่า 30 ล้านดอลลาร์ (เกือบ 1 พันล้านบาท)

ดังนั้น เมื่อกองกำลังปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง หรือ TNLA เข้ายึดโมก๊กได้ในปี 2024 สิ่งหนึ่งที่กองกำลังฝ่ายกบฏให้ความสำคัญทันทีคือ “อุตสาหกรรมทับทิม”

TNLA เข้าไปจัดระเบียบธุรกิจเหมือง ให้สัมปทานแก่กลุ่มเหมืองจากจีน เก็บค่าธรรมเนียมจากคนงานท้องถิ่น และเรียกส่วนแบ่งจากอัญมณีที่ขุดพบ แม้แต่สนามกอล์ฟในเมืองก็เคยถูกขุดจนเต็มไปด้วยหลุม เพราะใต้พื้นดินอาจมีแร่และอัญมณีมูลค่าสูงซ่อนอยู่

อย่างไรก็ตาม แนวรบของเมียนมาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โมก๊กกลับไปอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพรัฐบาลอีกครั้ง แต่การทำเหมืองไม่ได้หยุดลง

แม้อยู่ท่ามกลางความเสี่ยงจากปืนใหญ่ การโจมตีทางอากาศ และการปะทะที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลา คนงานยังคงขุดหาอัญมณี ล่าสุดมีรายงานการพบทับทิมสีม่วงแดงคุณภาพสูงขนาดถึง 11,000 กะรัต หรือเกือบ 5 ปอนด์

ผู้ค้าก็ยังต้องลำเลียงอัญมณีข้ามพื้นที่ของกองกำลังหลายฝ่าย พร้อมเงินสดสำหรับจ่ายค่าผ่านทางและสินบน ก่อนนำสินค้าเข้าสู่ตลาดในมัณฑะเลย์หรือส่งต่อไปยังชายแดนจีน

สงครามที่มี ‘ทรัพยากร’ เป็นเดิมพัน

สงครามกลางเมือง ระลอกล่าสุดเริ่มต้นหลังพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ก่อรัฐประหารโค่นรัฐบาลของ อองซาน ซูจี ในปี 2021

จากการประท้วงบนท้องถนน ความขัดแย้งค่อยๆ พัฒนาไปสู่สงครามเต็มรูปแบบระหว่างกองทัพรัฐบาลกับกองกำลังติดอาวุธหลายสิบกลุ่ม ตั้งแต่กองกำลังชาติพันธุ์ที่ต่อสู้เพื่อสิทธิในการปกครองตนเอง ไปจนถึงกลุ่ม People’s Defence Force หรือ PDF ที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร

ตลอดช่วงเวลาราว 5 ปี มีผู้เสียชีวิตจากความขัดแย้งประมาณ 100,000 คน ขณะที่ประชาชนหลายล้านคนต้องทิ้งบ้าน บางส่วนกลายเป็นผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ และอีกจำนวนมากหลบหนีข้ามชายแดนมายังไทย

แต่เบื้องหลังการต่อสู้ทางการเมือง ยังมีเดิมพันทางเศรษฐกิจมหาศาล

เมียนมามีก๊าซธรรมชาติ ทองแดง ถ่านหิน ไม้สัก ทองคำ ดีบุก หยก ทับทิม รวมถึง “แร่หายาก” โดยเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก

ทุกครั้งที่ฝ่ายใดรุกคืบหรือสูญเสียพื้นที่ จึงไม่ได้หมายถึงแค่การเปลี่ยนสีบนแผนที่ แต่หมายถึงการได้หรือเสียเหมือง แหล่งทรัพยากร ด่านเก็บเงิน ตลอดจนเส้นทางขนส่งสินค้าที่เชื่อมต่อกับจีน ไทย และตลาดโลก

หยกและแร่หายาก แหล่งเงินมหาศาลของสงคราม

อีกหนึ่งสมรภูมิสำคัญอยู่บริเวณเมืองผากั้น หรือ Hpakant ทางตอนเหนือของมัณฑะเลย์ในรัฐคะฉิ่น ซึ่งเป็นหัวใจของอุตสาหกรรมหยกเมียนมา

ก่อนหน้านี้ Global Witness องค์กรสืบสวนและรณรงค์ระหว่างประเทศ เคยประเมินว่า มูลค่าการผลิตหยกของเมียนมาในปีเดียว อาจสูงถึง 31,000 ล้านดอลลาร์

หยกคุณภาพดีที่สุดหรือที่เรียกว่า “Imperial Green” (หยกจักรพรรดิสีเขียว) เป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมอย่างมากในจีน โดยเครื่องประดับบางชิ้นสามารถมีมูลค่าหลายแสนดอลลาร์ขึ้นไป

ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นสมรภูมิระหว่างกองทัพรัฐบาลกับกองทัพเอกราชกะฉิ่น (KIA)
หลังรัฐประหาร KIA สามารถยึดพื้นที่จำนวนมาก รวมถึงแหล่งแร่หายากบริเวณชายแดนจีน ทำให้กองกำลังกลายเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดแร่ Dysprosium และ Terbium ซึ่งจำเป็นต่อการผลิตมอเตอร์รถยนต์ไฟฟ้าและกังหันลม

แร่เหล่านี้จะถูกขนข้ามไปยังจีน ก่อนผ่านกระบวนการแปรรูปและเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานรถยนต์และพลังงานหมุนเวียนทั่วโลก รายได้จากทรัพยากร จึงกลายเป็นเงินทุนของกองกำลังโดยตรง

ผู้ค้าหยกรายหนึ่งในมัณฑะเลย์เล่าว่า หากพบหยกคุณภาพสูง กองทัพ KIA จะได้รับส่วนแบ่งจากมูลค่าหยก โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 5%

แต่เมื่อสินค้าถูกขนออกจากพื้นที่ ผู้ค้าก็อาจต้องจ่ายเงินให้กองกำลังรัฐบาลอีกทอดหนึ่ง เพราะทหารควบคุมเส้นทางบางส่วนเข้าสู่เมือง กล่าวอีกแบบคือ หยกก้อนเดียวสามารถสร้างรายได้ให้ “ทั้งสองฝ่ายของสงคราม”

ผู้ค้ารายหนึ่งถึงกับอธิบายว่า ระบบดังกล่าวยังดำเนินต่อไปได้ เพราะช่วยสร้าง “กระแสเงินสดที่ดีให้ทั้งสองฝ่าย”

ถนนทุกสาย กลายเป็นด่านเก็บเงิน

รูปแบบเดียวกันเกิดขึ้นกับแทบทุกสินค้า ไม่ว่าจะเป็นทับทิมจากโมก๊ก ไม้สักจากเทือกเขาพะโค ทองคำ หรือแม้แต่สินค้าอุปโภคบริโภคธรรมดา การขนส่งเพียงไม่กี่ร้อยกิโลเมตร อาจต้องผ่านเขตควบคุมของกองกำลังหลายกลุ่ม

แต่ละฝ่ายสามารถเรียกเก็บค่าผ่านทางได้ โดยคนขับรถบรรทุกรายหนึ่งซึ่งเดินทางระหว่างมัณฑะเลย์กับผากั้นเล่าว่า หากเกิดการสู้รบ คนขับต้องดับไฟ ดับเครื่อง และหยุดรออยู่บนถนนจนเสียงปืนสงบลง

เมื่อเดินทางต่อ ก็ต้องเตรียมเงินไว้จ่าย ค่าผ่านทางขั้นต่ำในบางจุดอาจอยู่ที่ราว 600,000 จ๊าด หรือประมาณ 140 ดอลลาร์ (4,500 บาท)

สงครามจึงสร้างระบบเศรษฐกิจของตัวเองขึ้นมา ผู้ที่ควบคุมถนนควบคุมเงิน ผู้ที่ควบคุมเหมืองก็มีรายได้ และยิ่งพื้นที่ถูกแบ่งออกเป็นหลายเขตอำนาจ ธุรกิจค่าผ่านทางก็ยิ่งขยายตัว

คนขับรถบรรทุกชื่อโก เอ เล่าถึงด่านอันตรายที่เขาต้องฝ่าทุกครั้งตลอดเส้นทางราว 560 กิโลเมตรไปยังผากั้น ซึ่งเขาขับรถบรรทุก Nissan 12 ล้อ เพื่อนำเครื่องดื่มและขนมไปส่ง

“ถ้ากำลังมีการสู้รบกันอยู่ เราจะปิดไฟ ดับเครื่อง แล้วจอดรออยู่บนถนน” เขากล่าว โดยได้แต่หวังว่าจะไม่ถูกลูกหลงจากการยิงปะทะ

เมื่อเสียงปืนสงบลง “เราก็ต้องจ่าย” โดยต้องยื่นเงินสดให้กับฝ่ายกบฏหรือฝ่ายรัฐบาลทหาร ขึ้นอยู่กับว่าใครควบคุมพื้นที่นั้น เพื่อให้สามารถเดินทางต่อไปได้

“อย่างต่ำที่สุดที่พวกเขาจะเรียกเก็บ ก็ประมาณ 600,000 จ๊าต” โก เอกล่าว หรือคิดเป็นเงินประมาณ 4,500 บาท

แต่เงินเหล่านี้ แทบไม่มีส่วนใดไหลไปถึงประชาชนเมียนมา

เมื่อ ‘คน’ เอง ก็กลายเป็นแหล่งรายได้

ในภูมิภาคสะกาย ซึ่งเป็นหนึ่งในสมรภูมิรุนแรงที่สุดของประเทศ สงครามยังสร้างธุรกิจอีกรูปแบบหนึ่ง รัฐบาลทหารประกาศใช้นโยบายเกณฑ์ทหารทั่วประเทศ หลังจำนวนกำลังพลลดลงจากการเสียชีวิตและการหนีทัพ

แต่ในบางพื้นที่ กระบวนการดังกล่าวถูกกล่าวหาว่ามีลักษณะไม่ต่างจาก “การลักพาตัวเรียกค่าไถ่”

ปฏิบัติการนี้ส่วนใหญ่ดำเนินการโดยกองกำลังติดอาวุธนอกระบบที่สนับสนุนรัฐบาลทหาร ซึ่งรู้จักกันในชื่อ Pyu Saw Htee กลุ่มเหล่านี้ได้รับโควตาจากรัฐบาลกลางว่าต้องจัดหาคนเข้ากองทัพจำนวนเท่าใด และจะได้รับค่าตอบแทนตามจำนวนคนที่หาได้

ผู้ชายที่ต้องพลัดถิ่นจึงเรียนรู้ที่จะหลบซ่อนตัว ไม่ให้กองกำลังเหล่านี้พบเห็น เพราะพวกเขาอาจถูก ฉุดตัวไปจากท้องถนน หรือลากลงจากรถ ทำให้แม้แต่การออกไปทำงานหาเลี้ยงชีพ ก็กลายเป็นเรื่องเสี่ยงอย่างมาก

“พวกเขาจะโทรหาครอบครัวแล้วบอกว่า ‘เอาเงินมาจ่าย แล้วจะได้ตัวเขากลับไป’” ออบาธา พระสงฆ์ที่ให้ความช่วยเหลือผู้พลัดถิ่นในพื้นที่กล่าว

เขาระบุว่า ค่าไถ่อาจสูงถึงประมาณ 2,500 ดอลลาร์ (ประมาณ 80,000 บาท) ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้สำหรับชาวเมียนมาส่วนใหญ่จะหาได้ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องหนีออกจากบ้าน สูญเสียทั้งช่องทางทำมาหากินและเครือข่ายครอบครัวที่เคยพึ่งพาได้

หากหาเงินไม่ได้ ผู้ถูกจับอาจได้รับการฝึกเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนถูกส่งไปแนวหน้าในสนามรบ

อย่างไรก็ตาม แม้ครอบครัวจะหาเงินมาจ่ายค่าไถ่ได้แล้ว บางครั้งกองกำลังเหล่านี้ก็รับเงินไป แต่ไม่ยอมปล่อยตัวผู้ถูกจับ

สงครามจึงไม่ได้สร้างรายได้เพียงจากทรัพยากรใต้ดิน แต่กระทั่งมนุษย์ก็สามารถถูกเปลี่ยนให้กลายเป็น “สินค้า” ในระบบเศรษฐกิจของความขัดแย้งได้

อุตสาหกรรมสแกมเฟื่องฟู ท่ามกลางสงคราม

พื้นที่ชายแดนเมียนมากับไทย ยังเป็นศูนย์กลางของธุรกิจอีกประเภทหนึ่งที่เติบโตขึ้นจากความไร้เสถียรภาพ นั่นคือ “แก๊งสแกมเมอร์”

ฝั่งตรงข้ามจังหวัดตากของไทย เมืองใหม่อย่าง “ชเวโก๊กโก่” เต็มไปด้วยอาคารสูงสมัยใหม่ที่ผุดขึ้นท่ามกลางพื้นที่ซึ่งเดิมเป็นทุ่งนา

สถาบันสันติภาพแห่งสหรัฐประเมินในปี 2024 ว่า เมียนมา อาจมีแรงงานในศูนย์หลอกลวงทางออนไลน์ประมาณ 120,000 คน และสร้างรายได้มากกว่า 15,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี

ริชาร์ด ฮอร์ซีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองเมียนมาจาก International Crisis Group ถึงกับประเมินว่า ศูนย์สแกมอาจเป็น “แหล่งรายได้เดี่ยวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ”

“คุณไม่สามารถพูดถึงเศรษฐกิจการเมืองของสงครามเมียนมาได้ โดยไม่พูดถึงธุรกิจสแกม”

ธุรกิจเหล่านี้เติบโตได้ดีในพื้นที่ชายแดนที่อำนาจของรัฐบาลส่วนกลางเข้าไม่ถึง และถูกควบคุมโดยกองกำลังติดอาวุธหลายกลุ่ม บางแห่งมีสายสัมพันธ์กับกองทัพ ขณะที่บางแห่งประกาศตัวเป็นกลาง

แรงงานจำนวนมากถูกหลอกหรือค้ามนุษย์เข้าไปทำงาน ถูกบังคับให้หลอกเหยื่อในต่างประเทศลงทุนในโครงการปลอม หรือสร้างความสัมพันธ์เชิงชู้สาวเพื่อเรียกเงิน

สมชาย อดีตแรงงานชาวไทยรายหนึ่งวัย 34 ปีเล่าว่า วิธีการคือ ค่อยๆ สร้างความไว้ใจ ก่อนชักชวนเหยื่อให้โอนเงินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากหลักร้อยดอลลาร์ เป็นหลักพัน และท้ายที่สุดอาจถึงหลักหมื่นดอลลาร์

เป้าหมายคือ ต้อง “หลอกให้เหยื่อจ่ายเงินอย่างน้อย 3 ครั้ง” เขากล่าว โดยเริ่มจากโน้มน้าวให้เหยื่อจ่ายเงินมูลค่าราว 100 ดอลลาร์ จากนั้นเพิ่มเป็น 1,000 ดอลลาร์ และท้ายที่สุด 10,000 ดอลลาร์หรือมากกว่านั้น

ผู้ที่ไม่ทำตามคำสั่งบางรายถูกทำร้ายหรือทรมาน

แม้รัฐบาลทหารจะประกาศปราบปรามธุรกิจดังกล่าว และบุกศูนย์ขนาดใหญ่อย่างชเวโก๊กโก่และ KK Park แต่เจ้าหน้าที่และนักสืบในไทยจำนวนหนึ่งเชื่อว่า อุตสาหกรรมสแกมไม่ได้หายไป เพียงแต่ย้ายกระจายตัวลึกเข้าไปในประเทศมากขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยขนาดประเทศที่ใกล้เคียงกับรัฐเท็กซัส พื้นที่จำนวนมากเป็นหุบเขาที่เข้าถึงยากและปกคลุมด้วยป่าทึบ เมียนมาจึงเป็นแหล่งหลบซ่อนและฐานปฏิบัติการของธุรกิจผิดกฎหมายมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะ “การผลิตยาเมทแอมเฟตามีน” ที่ใช้ทำยาบ้าและยาไอซ์

‘จีน’ คือผู้เล่นที่ทุกฝ่ายต้องคำนึงถึง

ความขัดแย้งในเมียนมายังถูกกำหนดโดยผลประโยชน์ของประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะ “จีน” โดยปักกิ่งสนับสนุนรัฐบาลทหาร แต่ในขณะเดียวกัน ก็รักษาความสัมพันธ์กับกองกำลังชาติพันธุ์หลายกลุ่มตามแนวชายแดน

เหตุผลสำคัญคือ จีนต้องการทั้งความมั่นคงตามชายแดน เส้นทางการค้า และทรัพยากรของเมียนมา

เมื่อพันธมิตรกองกำลัง Three Brotherhood Alliance เปิดการรุกครั้งใหญ่ในปี 2023 และยึดพื้นที่ทางตอนเหนือได้อย่างรวดเร็ว จีนเข้าแทรกแซงด้วยการเจรจาหยุดยิง และกดดันให้ฝ่ายกบฏยุติการโจมตี

ท้ายที่สุด กองกำลังฝ่ายต่อต้านยอมคืนพื้นที่สำคัญบางส่วน รวมถึงโมก๊กและเมืองลาเสี้ยว ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญ

เมียนมาจึงอยู่ในสถานการณ์ประหลาดที่ประเทศมหาอำนาจสามารถรักษาความสัมพันธ์กับหลายฝ่ายพร้อมกัน เพื่อให้แน่ใจว่า ตนยังสามารถเข้าถึงทรัพยากรและเส้นทางการค้าได้ ไม่ว่าพื้นที่นั้นจะอยู่ภายใต้การควบคุมของใคร

ขณะเดียวกัน รัฐบาลทหารก็กำลังพยายามฟื้นความสัมพันธ์กับสหรัฐ โดยเฉพาะเมื่อวอชิงตันให้ความสำคัญกับการลดการพึ่งพาจีนในห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก

รัฐบาลทหารถึงขั้นว่าจ้างบริษัทล็อบบี้ในสหรัฐเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยหวังว่าทรัพยากรจำนวนมหาศาลของเมียนมาจะช่วยเปิดประตูสู่การยอมรับในเวทีระหว่างประเทศ

ผู้ได้ประโยชน์ ‘ไม่ใช่ประชาชน’

ปัญหาคือ เงินจำนวนมหาศาลที่เกิดจากทรัพยากรเหล่านี้แทบไม่เคยไหลไปสู่ประชาชนทั่วไป

มัณฑะเลย์ และย่างกุ้ง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยความหวังหลังประเทศเริ่มเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ กลับเผชิญไฟฟ้าดับ อินเทอร์เน็ตไม่เสถียร สินค้าต่างชาติหายไป และเศรษฐกิจซบเซาจากมาตรการคว่ำบาตรและสงคราม

ในขณะที่นายพลและกองกำลังติดอาวุธสามารถหารายได้จากเหมือง ด่านตรวจ หรือธุรกิจใต้ดิน ประชาชนจำนวนมากกลับสูญเสียบ้าน งาน และครอบครัว

สะกายเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจน หมู่บ้านจำนวนมากถูกเผาทำลายจากปฏิบัติการทางทหาร ประชาชนต้องวิ่งหนีทั้งเสียงปืน การโจมตีทางอากาศ และกับระเบิด

บางครอบครัวต้องใช้เวลาหลายเดือนเดินทางจากหมู่บ้านหนึ่งไปอีกหมู่บ้านหนึ่งเพื่อหาที่หลบภัย

ผู้หญิงคนหนึ่งเล่าว่า ระหว่างหลบหนีพร้อมลูกทั้งห้าและแม่สูงวัย เธอแทบไม่มีอาหารกิน ถึงขั้นต้องค้นหาเศษอาหารจากรางหมูในฟาร์มแห่งหนึ่งเพื่อประทังชีวิต และบ้านของเธอยังถูกเผาจนหมด

“แม้กระทั่งตอนนี้ ฉันยังรู้สึกอยากขึ้นไปบนภูเขาแล้วตะโกนความรู้สึกทั้งหมดออกมา” เธอกล่าว

สงครามที่อาจทำเงินมากเกินกว่าจะหยุด

นี่คือความย้อนแย้งที่อันตรายที่สุดของเมียนมา สงครามทำลายประเทศ แต่ในเวลาเดียวกันก็ “สร้างรายได้” ให้กับผู้ที่ถืออาวุธ

กองกำลังที่ยึดพื้นที่ใหม่สามารถเก็บภาษีเหมือง เรียกค่าผ่านทาง หรือควบคุมการค้าได้ ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลก็สามารถสร้างรายได้จากพื้นที่และเครือข่ายธุรกิจที่ตนยังควบคุมอยู่

เมื่อแหล่งหยก ทับทิม ทองคำ แร่หายาก และเส้นทางลำเลียงสินค้ามีมูลค่ามหาศาล การยึดหรือรักษาพื้นที่หนึ่งแห่งจึงสามารถหมายถึงเงินจำนวนมากพอที่จะทำสงครามต่อไป

นั่นทำให้ความขัดแย้งในเมียนมาแตกต่างจากสงครามหลายแห่ง เพราะผู้สู้รบไม่ได้เพียงต้องหาเงินเพื่อทำสงคราม แต่ “สงครามเอง” กำลังกลายเป็น “วิธีหาเงิน”

ตราบใดที่ทุกฝ่ายยังสามารถสร้างรายได้จากทรัพยากร ด่านผ่านทาง ธุรกิจผิดกฎหมาย และพื้นที่ที่ตนควบคุม แรงจูงใจที่จะประนีประนอมย่อมลดลง

ท้ายที่สุด ผู้ที่ต้องจ่ายราคาสูงที่สุดจึงไม่ใช่ผู้ถือปืน แต่คือประชาชนธรรมดา

หลายแสนคนสูญเสียชีวิต หลายล้านคนสูญเสียบ้าน และเด็กจำนวนมากเติบโตขึ้นโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะมีประเทศให้กลับไปหรือไม่

ในขณะที่ทองคำ หยก ทับทิม และแร่หายากจากผืนดินเมียนมายังคงเดินทางเข้าสู่ตลาดโลก สงครามที่อยู่เบื้องหลังสินทรัพย์เหล่านั้นก็ยังเดินหน้าต่อไป

ตราบใดที่ความขัดแย้งยัง “ทำเงิน” ได้มากพอ สันติภาพของเมียนมาก็อาจยังอยู่ห่างไกลออกไปอีกนาน
 

อ้างอิง: bloombergcfrguardian