วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

สหรัฐขอ G20 ‘ร่วมบีบอิหร่าน’ แต่หลายชาติอยากเคลียร์ปม ‘ทรัมป์ขึ้นภาษี’ มากกว่า

‘เวที G20’ กลายเป็นบททดสอบใหญ่ของ ‘สก็อตต์ เบสเซนต์’ เมื่อสหรัฐหวังผลักดันทั้งการลดความไม่สมดุลทางการค้า กดดันอิหร่าน และกระตุ้นเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางแรงต้านจากกำแพงภาษี ความขัดแย้งกับจีน และหนี้สหรัฐที่พุ่งทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์

สก็อตต์ เบสเซนต์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ กำลังเผชิญบททดสอบสำคัญด้านการทูตเศรษฐกิจบน “เวที G20” ในเมืองแอชวิลล์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา โดยสหรัฐหวังใช้การเป็นเจ้าภาพผลักดัน “3 วาระสำคัญ” ได้แก่ ลดความไม่สมดุลทางการค้า กระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจโลก และกดดันประเทศต่างๆ ให้ลดความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม ความพยายามผลักดันประเด็นอิหร่าน อาจไม่ง่าย เพราะสมาชิก G20 หลายประเทศต้องการหารือเรื่อง “ภาษีสหรัฐ” มากกว่า

หลังศาลสูงสุดสหรัฐคว่ำมาตรการภาษีศุลกากรทั่วโลกของทรัมป์ รัฐบาลสหรัฐได้หันไปใช้ฐานกฎหมายอื่นเพื่อสร้างกำแพงภาษีขึ้นมาใหม่ โดยเดือนกรกฎาคม ประเทศ G20 และสหภาพยุโรปต่างอยู่ในกลุ่ม 60 เขตเศรษฐกิจที่ถูกสหรัฐเรียกเก็บ “ภาษี 10-12.5%” ขณะที่คู่ค้ารายใหญ่อีกหลายประเทศ ยังเสี่ยงเผชิญมาตรการเพิ่มเติมจากประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน

หนึ่งในวาระใหญ่ที่สหรัฐต้องการผลักดันคือ “การลดความไม่สมดุลทางการค้า” โดยมองว่านโยบายของรัฐบาลบางประเทศ บิดเบือนการแข่งขันในตลาดโลก

“จีน” มีแนวโน้มกลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญ หลังอุปสงค์ภายในประเทศยังอ่อนแอ ทำให้จีนพึ่งพาการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์ และสินค้าอุตสาหกรรมมากขึ้น โดยยอดส่งออกเดือนกรกฎาคม “เพิ่มขึ้นถึง 23.9%” จากปีก่อน

เจ้าหน้าที่ยุโรปรายหนึ่งซึ่งมีกำหนดเข้าร่วมการประชุมระบุว่า ฝ่ายยุโรปต้องการหารือเกี่ยวกับสินค้าส่งออกจากจีนที่หลั่งไหลเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นอย่างมาก และกำลังคุกคามอุตสาหกรรมของยุโรป รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์

อย่างไรก็ตาม จีนยังไม่แสดงท่าทีว่าจะตอบรับข้อเรียกร้องให้ลดเงินอุดหนุนภาคอุตสาหกรรม หรือปรับเศรษฐกิจจากการพึ่งพาการส่งออกไปสู่การบริโภคภายในประเทศอย่างจริงจัง รวมถึงกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า เงินหยวนของจีนมีมูลค่าต่ำกว่าระดับที่เหมาะสมประมาณ 21%

ขณะที่สหรัฐ กดดันประเทศอื่นให้แก้ปัญหาความไม่สมดุล นักเศรษฐศาสตร์กลับมองว่า วอชิงตันเองก็ยังไม่ได้จัดการอีกด้านของสมการ นั่นคือ “การขาดดุลงบประมาณ”

หนี้สาธารณะสหรัฐ ทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่านับตั้งแต่ปี 2017 ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปีพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 19 ปี สะท้อนความกังวลของตลาดต่อทิศทางการคลังของประเทศ

เบสเซนต์ พยายามลดแรงกดดันด้วยการเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวเป็น 4 พันล้านดอลลาร์ต่อครั้ง ซึ่งช่วยลดผลตอบแทนพันธบัตรได้ชั่วคราว แต่กลับสร้างคำถามว่า สหรัฐกำลังแทรกแซงตลาดพันธบัตรมากเกินไปหรือไม่

เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังสหรัฐระบุว่า ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวสูงกว่าระดับที่สหรัฐมองว่าเหมาะสม และกระทรวงยังมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้ผลตอบแทนลดลง

ทั้งหมดทำให้การประชุม G20 ครั้งนี้เป็นมากกว่าการหารือเรื่องเศรษฐกิจโลก แต่เป็นบททดสอบว่าเบสเซนต์จะสามารถผลักดันวาระของรัฐบาลทรัมป์ได้มากเพียงใด ในเวทีที่สมาชิกมีผลประโยชน์แตกต่างกันอย่างมาก

ในวันที่โลกกำลังเผชิญทั้งสงครามอิหร่าน กำแพงภาษี ความขัดแย้งกับจีน และความกังวลต่อหนี้สหรัฐ การสร้าง “ฉันทามติใน G20” อาจยากกว่าที่เคย

มาร์ก โซเบล อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังสหรัฐ ซึ่งเคยมีส่วนเจรจาแถลงการณ์ร่วม G20 ทั้งในรัฐบาลพรรครีพับลิกันและเดโมแครต กล่าวว่า รัฐมนตรี G20 ที่เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ “คงไม่คล้อยตามเพียงเพราะถ้อยคำปลอบใจ”

โซเบล ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานฝ่ายสหรัฐของ OMFIF สถาบันคลังสมองด้านนโยบายการเงิน กล่าวว่า “ยิ่งไปกว่านั้น เศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้กำลังได้รับผลกระทบจากสงครามของทรัมป์กับอิหร่าน ซึ่งประเทศเหล่านั้นไม่ได้สนับสนุน”

“ไม่ว่าการทูตของสหรัฐจะมากเพียงใด ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความเป็นจริงเหล่านี้ได้”
 

อ้างอิง: reuters