ผู้บริหารธนาคารกลางยุโรป กลับจากการประชุมประจำปีด้วยความกังวลต่อนโยบายที่ไม่แน่นอนของรัฐบาลประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แม้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะพยายามให้ความมั่นใจ แต่ฝ่ายยุโรปยังคงหวั่นเกรงว่าการที่กระทรวงการคลังสหรัฐ เข้าแทรกแซงตลาดเงินและตลาดพันธบัตรในช่วงที่ผ่านมา อาจเป็นสัญญาณของการฉีกธรรมเนียมปฏิบัติ และบั่นทอนความร่วมมือระดับโลก ซึ่งอาจนำไปสู่ความผันผวนในตลาดการเงินที่รุนแรงขึ้น
สำนักข่าว Reuters รายงานอ้างแหล่งข่าวในแวดวงผู้บริหารธนาคารกลางส่วนหนึ่งที่เข้าร่วมการประชุมสัมมนาเศรษฐกิจประจำปีที่แจ็กสันโฮล (Jackson Hole Economic Symposium) ของธนาคารกลางสหรัฐ สาขาแคนซัสซิตี โดยเปิดเผยว่า แม้ผู้กำหนดนโยบายของเฟดจะพยายามอย่างเต็มที่ในการคลายความกังวลและยืนยันที่จะทำตามข้อตกลงที่ให้ไว้ แต่ด้วยโครงสร้างที่แยกอำนาจกันอย่างชัดเจนระหว่างธนาคารกลางและรัฐบาล ทำให้พวกเขาไม่สามารถรับประกันได้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะไม่ปรับเปลี่ยนนโยบายแบบกะทันหัน
ประเด็นที่สร้างความขุ่นเคืองให้แก่ฝั่งยุโรปมากที่สุดคือ การที่กระทรวงการคลังสหรัฐเข้าแทรกแซงตลาดเพื่อพยุงค่าเงินเยนเมื่อวันที่ 1 ส.ค. ที่ผ่านมา
สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐยอมรับว่า ได้เทขายเงินยูโรเพื่อนำไปซื้อเงินเยนจริง พร้อมระบุว่าเป็นเพียงการจัดสรรทรัพยากรใหม่ และใช้เงินจากกองทุนรักษาเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Stabilization Fund)
อย่างไรก็ตาม การที่สหรัฐไม่แจ้งให้ยุโรปทราบล่วงหน้าตามธรรมเนียมปฏิบัติ ทำให้เจ้าหน้าที่ยุโรปรายหนึ่งระบุว่า "เป็นเรื่องที่น่าโมโหมาก ปกติแล้วคุณต้องยกหูโทรศัพท์เพื่อแจ้งเตือนกันก่อน การกระทำเช่นนี้สื่อว่าสหรัฐจะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ"
แม้บางส่วนจะมองว่าธุรกรรมนี้มีความผิดปกติมากจนอาจเป็นความผิดพลาดโดยไม่ได้ตั้งใจก็ตาม แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐโต้แย้งว่า การแทรกแซงดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดความผันผวนของค่าเงินเยนและรักษาเสถียรภาพของตลาดการเงินโลก โดยไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ใครโดยเฉพาะเจาะจง
นอกจากนี้ แผนการของเบสเซนต์ที่จะเพิ่มการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว และอาจต้องระดมทุนผ่านการออกพันธบัตรระยะสั้นเพิ่มขึ้นนั้น ก็เป็นอีกประเด็นที่สร้างความกังวล เพราะสะท้อนว่ารัฐบาลวอชิงตันพร้อมใช้มาตรการที่ผิดปกติเพื่อกดต้นทุนการกู้ยืม
แม้เจ้าหน้าที่สหรัฐจะยืนยันว่าเป้าหมายคือการเพิ่มสภาพคล่อง และไม่ใช่การดำเนินนโยบายการเงิน แต่เจ้าหน้าที่คลังสหรัฐอีกรายกลับให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ว่า ทางกระทรวงมุ่งเน้นที่จะกดอัตราผลตอบแทนระยะยาวให้ต่ำลง
แหล่งข่าวชี้ว่า การแทรกแซงเหล่านี้ช่วยบรรเทาปัญหาได้เพียงชั่วคราว และทำให้ตลาดยิ่งกังวลว่ารัฐบาลอาจกดดันให้เฟดเข้ามาซื้อพันธบัตรในตลาดโดยตรง ซึ่งอาจสร้างแรงกระเพื่อมที่รุนแรงต่อตลาดการเงินทั่วโลกที่เกินกว่าจะจำกัดอยู่แค่ในสหรัฐ
อีกหนึ่งความกังวลสำคัญคือ ความเสี่ยงที่การแทรกแซงทางการเมืองอาจลุกลามไปถึงกลไกการสนับสนุนสภาพคล่องสกุลเงินดอลลาร์ หรือ Swap lines ที่เฟดจัดหาให้กับธนาคารกลางหลักๆ ทั่วโลก ซึ่งถือเป็นเสาหลักของเสถียรภาพการเงินโลก กลไกนี้ช่วยรับประกันว่าธนาคารพาณิชย์ทั่วโลกจะเข้าถึงดอลลาร์ได้ในช่วงวิกฤต
แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีสัญญาณว่ากลไกนี้กำลังตกอยู่ในอันตราย และอำนาจการตัดสินใจยังคงเป็นของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟด แต่เจ้าหน้าที่ยุโรปรายหนึ่งระบุว่า "ความมีเหตุผลมักใช้ไม่ได้กับรัฐบาลชุดนี้ หากทรัมป์เกิดอ้างขึ้นมาว่าพันธมิตรกำลังเอาเปรียบสหรัฐ กลไก Swap lines ก็อาจถูกยกเลิกได้ในชั่วข้ามคืน"
ด้าน เควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ ได้พยายามอย่างยิ่งที่จะสร้างความสัมพันธ์อันดีกับยุโรป โดยได้เดินทางไปเยือนยุโรปทันทีหลังรับตำแหน่งเพียงหนึ่งเดือน ซึ่งสร้างความประทับใจในเชิงบวก
นอกจากนี้ ผู้นำเฟดเข้าร่วมเวทีแจ็กสันโฮลครั้งแรก โดยได้ถ่ายภาพร่วมกับ ทิฟฟ์ แมคเคลม ผู้ว่าการธนาคารกลางแคนาดา ซึ่งถือเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่น่าจับตา ท่ามกลางสงครามการค้า ที่กำลังทวีความรุนแรงระหว่างสหรัฐและแคนาดา
สำหรับแนวโน้มในระยะต่อไป ตลาดกำลังจับตาไปที่การประชุมรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางกลุ่ม G20 ที่จะจัดขึ้นในเมืองแอชวิลล์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐระบุว่า รัฐมนตรีคลังสหรัฐเตรียมที่จะใช้เวทีนี้ผลักดันวาระสำคัญของรัฐบาลสหรัฐเข้าสู่ที่ประชุม ทั้งในประเด็นการโดดเดี่ยวอิหร่าน การสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการลดความไม่สมดุลของโลก ซึ่งการเจรจาในเวทีดังกล่าวจะสะท้อนทิศทางความร่วมมือด้านเสถียรภาพทางการเงินระหว่างสหรัฐกับประชาคมโลกท่ามกลางความท้าทายต่อไป



