วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

ผู้นำสูงสุด ‘อิหร่าน’ จี้ลดพึ่งดอลลาร์ การค้าทรุดหนัก เซ่นพิษ ‘สหรัฐ’ คว่ำบาตร

มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน ยอมรับตัวเลขการค้าระหว่างประเทศร่วงลงอย่างหนักจากมาตรการคว่ำบาตรและการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐ ขณะที่ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน เรียกร้องให้ประเทศเร่งลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์ และหันมาสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจด้วยตนเอง ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ

สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน เปิดเผยผ่านสถานีโทรทัศน์ของรัฐเมื่อวันศุกร์ที่ 28 ส.ค. ที่ผ่านมาว่า ปริมาณการค้าของอิหร่านลดลงราว 25-35% แม้ภาคการส่งออกจะลดลง แต่การนำเข้ากลับทรุดตัวลงในสัดส่วนที่รุนแรงกว่า 

"ข้อมูลสถิติเหล่านี้บ่งบอกอะไร? บางคนอ้างว่ามาตรการคว่ำบาตรไม่มีผลกระทบเลย ผมไม่รู้จริงๆ ว่าจะพูดกับคนเหล่านี้อย่างไร การบอกว่าคว่ำบาตรไม่ได้ผลนั้น ขัดแย้งกับความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง" เปเซชเคียนกล่าว

ขณะเดียวกัน โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X เรียกร้องให้ประเทศพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจมากขึ้น โดยระบุว่า "สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ การกระตุ้นการผลิต การทยอยลดบทบาทสำคัญของสกุลเงินดอลลาร์ และท้ายที่สุดคือการผลักดัน 'เศรษฐกิจแบบต่อต้าน' (Resistance Economy)"

ท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นคู่ขนานไปกับมาตรการกดดันจากฝั่งสหรัฐ โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ ได้เปิดตัว "ปฏิบัติการขับไล่ทางเศรษฐกิจ" (Operation Economic Outcast) ซึ่งเป็นมาตรการคว่ำบาตรที่มุ่งตัดขาดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของอิหร่านทั่วโลก 

ประเดิมด้วยการเสนอตัดสิทธิสาขาของธนาคารอียิปต์อย่าง Banque Misr ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ไม่ให้ทำธุรกรรมกับสถาบันการเงินสหรัฐ หลังพบข้อมูลว่าธนาคารแห่งนี้อาจดำเนินธุรกรรมทางการเงินมูลค่ากว่า 1.8 พันล้านดอลลาร์ให้กับบริษัท 103 แห่งที่พัวพันกับเครือข่ายธนาคารเงาของอิหร่านในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ทางธนาคารได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่ากำลังให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และมาตรการนี้จำกัดอยู่เพียงสาขาในยูเออีเท่านั้น

ผลกระทบจากการที่สหรัฐยกระดับมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจและปิดล้อมทางทะเลยังทำให้การส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่านดิ่งลงอย่างหนัก ข้อมูลจาก Kpler บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลการค้า ระบุว่า ปริมาณน้ำมันดิบของอิหร่านที่นำส่งออกในเดือน ส.ค. ลดลงเหลือเพียง 260,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งทรุดตัวลงกว่า 80% จากระดับ 1.7 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อเดือน ส.ค. 2025 และลดลงราว 70% เมื่อเทียบกับเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ บังคับใช้มาตรการปิดล้อมนี้อีกครั้งตั้งแต่วันที่ 14 ก.ค. ที่ผ่านมา เพื่อตอบโต้กรณีที่อิหร่านโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ โดยกองบัญชาการส่วนกลางของสหรัฐ (CENTCOM) เผยว่า ณ วันที่ 28 ส.ค. กองกำลังสหรัฐได้เปลี่ยนเส้นทางเดินเรือพาณิชย์ 82 ลำ ทำให้หยุดแล่น 3 ลำ และส่งเจ้าหน้าที่ขึ้นตรวจค้นอีก 2 ลำ ตามมาตรการดังกล่าว 

บ็อบ แมคนัลลี ประธาน Rapidan Energy ประเมินว่า รัฐบาลทรัมป์เชื่อว่าท้ายที่สุดอิหร่านจะเงินหมดและต้องยอมจำนน ในขณะที่ แมตต์ สมิธ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยสินค้าจาก Kpler ชี้ว่าการปิดล้อมนี้มีประสิทธิภาพสูงจนทำลายศักยภาพการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม กระทรวงปิโตรเลียมของอิหร่านยืนยันผ่านทาง Telegram ว่า ประเทศยังมีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอจะจำหน่ายให้ได้งบประมาณสำหรับปี 2026-2027 โดยสามารถหลบเลี่ยงการปิดล้อมทางทะเลได้ พร้อมระบุว่าได้โอนรายได้จากการขายน้ำมันมูลค่า 7.5 พันล้านดอลลาร์ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมาให้กับธนาคารกลางอิหร่าน ซึ่งเพียงพอสำหรับรายจ่ายที่เป็นสกุลเงินตราต่างประเทศไปจนถึงต้นเดือนมกราคม 2027

ความขัดแย้งที่ลากยาวเข้าสู่เดือนที่ 6 นับตั้งแต่สหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ต่ออิหร่าน ได้บานปลายจนกลายเป็นสงครามรอบใหม่ในตะวันออกกลาง แม้แต่เดิมจะคาดการณ์กันว่าการสู้รบจะยุติลงในเวลาไม่กี่สัปดาห์ แต่นักวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์ประเมินว่าวิกฤตินี้ รวมถึงความพยายามในการเจรจาเพื่อเปิดใช้ช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบอีกครั้ง ยังคงเป็นปัญหาที่ไร้ข้อยุติและยังไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลงในเร็ววัน