ทำไมประเทศไทยถึงมีดอกเบี้ย 'ต่ำที่สุดแห่งหนึ่งในโลก' สื่อนอกเตือนไทยเสี่ยงเดินตามรอยญี่ปุ่น เผชิญภาวะ 'Japanification' เงินเฟ้อต่ำ-เศรษฐกิจแทบไม่โต ท่ามกลางสังคมสูงวัย-แก่ก่อนรวย-หนี้สูง
เว็บไซต์สื่ออังกฤษไฟแนนเชียลไทม์ส (Financial Times) รายงานเชิงวิเคราะห์ด้วยการตั้งคำถามว่า เหตุใดประเทศไทยจึงมีอัตราดอกเบี้ยที่ "ต่ำที่สุดแห่งหนึ่งในโลก" ภายหลังคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เพิ่งมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายเอาไว้ที่ระดับ 1% ในสัปดาห์นี้
คำถามนี้ถูกวิเคราะห์ออกมาพร้อมคำเตือนว่า ไทยแลนด์กำลังกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดในภูมิภาคต่อภาวะ “Japanification” หรือภาวะที่เศรษฐกิจเผชิญเงินเฟ้อต่ำและการเติบโตต่ำเป็นเวลายาวนาน
'ไทยแลนด์' เสี่ยง 'Japanification'
ประเทศไทยไม่ได้กำลังเข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัยเท่านั้น แต่ยังเป็นสังคมสูงวัยแบบ "แก่ก่อนรวย" ขณะที่ภาระ "หนี้" ในระดับสูงกำลังฉุดรั้งการใช้จ่ายที่ควรจะเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจ
ประเทศตลาดเกิดใหม่แห่งนี้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยได้รับการยกย่องว่าเป็น “เสือแห่งเอเชีย” กำลังเข้าใกล้จุดที่จะมาแทนญี่ปุ่น ในฐานะ "สัญลักษณ์ใหม่ของเอเชีย" สำหรับภาวะเศรษฐกิจที่ชะงักงันและอัตราดอกเบี้ยต่ำติดดิน
อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่เพียง 1% ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดประเทศหนึ่งในโลก เป็นรองเพียงสวิตเซอร์แลนด์ แม้ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังเร่งคุมเข้มนโยบายการเงินเพื่อสกัดเงินเฟ้อที่เกิดจากสงครามในตะวันออกกลาง แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในการประชุมเมื่อวันพุธ และนับเป็นการคงดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่ 3 แล้ว
นักวิเคราะห์จำนวนมากคาดการณ์ว่า "ในไม่ช้า ไทยอาจมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าญี่ปุ่น" ซึ่งเคยติดอยู่กับภาวะดอกเบี้ยติดลบและเงินฝืดมานานหลายปี แต่ในภายหลังได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยจนไปแตะ 1% เมื่อเดือนมิ.ย. และคาดว่าอาจขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งเร็วที่สุดในเดือนก.ย. เพื่อรับมือกับราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น
อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำของไทยสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศกำลังกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดในภูมิภาคต่อภาวะ “Japanification” หรือภาวะที่เศรษฐกิจเผชิญเงินเฟ้อต่ำและการเติบโตต่ำเป็นเวลายาวนาน เนื่องจาก "หนี้ครัวเรือน" ที่อยู่ในระดับสูง "ประชากรสูงวัย" ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเครื่องยนต์เศรษฐกิจอย่าง "ภาคการท่องเที่ยว" ที่เดินเครื่องได้ไม่เต็มที่ กำลังฉุดรั้งการใช้จ่ายของผู้บริโภค
หลุยส์ ลู หัวหน้าฝ่ายเศรษฐศาสตร์เอเชียของ Oxford Economics กล่าวว่า “เอเชียโดยรวมมีความเสี่ยงต่อภาวะ Japanification สูงกว่าภูมิภาคอื่นของโลก เนื่องจากประชากรกำลังเข้าสู่ภาวะสูงวัย และไทยกำลังเผชิญผลกระทบหนักที่สุด เพราะมีหนี้ในระดับสูงมากอยู่แล้ว”
แม้ "จีน" เองก็เผชิญความเสี่ยงในลักษณะเดียวกัน แต่จีนยังมีเครื่องมือทั้งทางเศรษฐกิจและการคลังมากกว่าในการสนับสนุนเศรษฐกิจ
ปัญหาใหญ่เชิงโครงสร้าง
นนท์ พฤกษ์ศิริ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) กล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยต่ำของไทยเป็น “ปัญหาเชิงโครงสร้างมากกว่าปัญหาเชิงวัฏจักร”
“เราไม่มีแรงดึงจากอุปสงค์ที่มีนัยสำคัญ เราเป็นสังคมสูงวัย เรามีหนี้สูง ดังนั้นจึงไม่มีโอกาสมากนักที่ผู้บริโภคจะเพิ่มการใช้จ่าย”
FT ระบุว่า ก่อนที่จะเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ประเทศไทยเผชิญภาวะ "เงินฝืด" ติดต่อกันเป็นเวลา 12 เดือน แม้การปะทุของสงครามจะผลักดันให้ราคาสินค้าสูงขึ้น แต่แรงกดดันก็เริ่มบรรเทาลงมาแล้ว และอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline inflation) ก็ลดลงเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกันในเดือนก.ค. มาอยู่ที่ 1.95%
แรงกดดันด้านเงินฝืดไม่ใช่สัญญาณที่ดีสำหรับไทย ซึ่งเป็นเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตั้งเป้าก้าวขึ้นสู่การเป็น "ประเทศรายได้สูง" ภายในปี 2037 โดยเศรษฐกิจไทยติดอยู่กับการเติบโตประมาณ 2% ต่อปี ติดต่อกันมานานหลายปี และธนาคารโลก (World Bank) กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตในปีนี้จะลดต่ำลงอีก
การระบาดของโควิด-19 สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อ "ภาคการท่องเที่ยว" ซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจ ขณะที่ "ภาคส่งออก" กำลังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันอย่างรุนแรงกับสินค้าราคาถูกจากจีน รวมถึงการผงาดขึ้นของฐานการผลิตแห่งใหม่ในภูมิภาค เช่น เวียดนาม
นอกจากนี้ ความเสี่ยงที่สหรัฐจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสูงขึ้นและภาวะแรงงานที่หดตัว ยังส่งผลกระทบต่อการผลิตภายในประเทศด้วย
ดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุเมื่อวันพุธว่า เศรษฐกิจไทยมีการเติบโต “ต่ำและไม่ทั่วถึง” และกล่าวว่า หากเกิดวิกฤติยังสามารถลดอัตราดอกเบี้ยลงได้อีก
แต่ผู้บริหารธปท. ก็ยอมรับด้วยว่า “เกือบถึงขีดจำกัด” ของสิ่งที่นโยบายการเงินจะสามารถทำได้แล้วเพื่อกระตุ้นการเติบโต พร้อมระบุว่า จำเป็นต้องมีทั้งมาตรการทางการเงิน "ที่มุ่งเป้าเฉพาะจุด" จากธนาคารกลาง และมาตรการกระตุ้นทางการคลังจากรัฐบาล เพื่อเร่งการขยายตัวของเศรษฐกิจ
สังคมสูงวัยยิ่งกดดัน
ปัญหาด้าน "โครงสร้างประชากร" เป็นอีกส่วนหนึ่งของความเสี่ยงที่อาจทำให้ไทยเผชิญภาวะ Japanification โดยอัตราการเกิดของไทยลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 75 ปี ขณะที่ข้อมูลของธนาคารโลกระบุว่า อัตราเจริญพันธุ์โดยรวมของไทยอยู่ที่เพียง 1.2 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน ต่ำกว่าระดับ 2.1 คนที่จำเป็นสำหรับการรักษาระดับประชากรให้คงที่
ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า ประชากรไทยอาจลดลงจาก 67 ล้านคน เหลือเพียง "30 ล้านคน" ในอีก 50 ปีข้างหน้า ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลและนักวิเคราะห์เตือนว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะยิ่งสร้างความเสี่ยงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ
มิเกล ชานโก หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เอเชียตลาดเกิดใหม่ของ Pantheon Macroeconomics กล่าวว่า “ประเทศไทยเผชิญกับการลดลงของประชากรวัยทำงานอย่างชัดเจนนับตั้งแต่ก่อนเกิดโควิด และนั่นก็สะท้อนว่าในอนาคต การเติบโตเชิงโครงสร้างจะอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งโดยทั่วไปหมายถึงเงินเฟ้อต่ำ และผลที่ตามมาก็คืออัตราดอกเบี้ยต่ำ”
ปัญหาทางเศรษฐกิจและโครงสร้างประชากรของไทยมีความคล้ายคลึงกับ "ญี่ปุ่น" และ "เกาหลีใต้" แต่ที่ต่างกันก็คือ "ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยก่อนที่จะก้าวขึ้นเป็นประเทศพัฒนาแล้ว" โดยประชากรอายุเกิน 65 ปีของไทยเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าระหว่างปี 2000-2020 และธนาคารโลกคาดว่าสัดส่วนดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าอีกครั้งภายในปี 2040 มาอยู่ที่ประมาณ 26% ของประชากรทั้งหมด
“เราจะแก่แต่ไม่รวย เรากำลังเดินไปตามเส้นทางเดียวกับประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว ทั้งที่ยังไม่ได้มีระดับรายได้สูงจนถึงระดับที่โดยปกติแล้วมันจะสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้” บุรินทร์ อดุลวัฒนะ นักเศรษฐศาสตร์อิสระกล่าว
หนี้ครัวเรือนสูงสุดในโลก
นอกเหนือจากปัญหาโครงสร้างประชากรแล้ว ประเทศไทยยังเผชิญกับ "ภาวะหนี้" ในระดับสูง โดยธนาาร HSBC ระบุว่า หนี้ครัวเรือนของไทยอยู่ที่ 86% ของจีดีพี ซึ่ง "สูงที่สุดในบรรดาประเทศรายได้ปานกลางระดับบนทั่วโลก" ขณะที่ผู้บริโภคต้องพึ่งพาเงินกู้เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิตประจำวัน ท่ามกลางการเติบโตทางเศรษฐกิจและค่าจ้างที่ชะลอตัว
อาริส ดาคานาย นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสด้านอาเซียนของ HSBC กล่าวว่า “รายได้ครัวเรือนส่วนใหญ่ต้องถูกกันไว้เพื่อชำระหนี้ ส่งผลให้การบริโภคถูกจำกัด”
ปัญหาดังกล่าวยังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังภาคธุรกิจและการลงทุน บริษัทต่างๆ ชะลอแผนขยายกิจการ เพราะไม่สามารถพึ่งพาอุปสงค์ภายในประเทศ หรือผลักภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้บริโภคได้
ดอกเบี้ยต่ำเริ่มไร้แรงส่ง
นักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า ภาระหนี้ในระดับสูงทำให้การใช้อัตราดอกเบี้ยต่ำในการกระตุ้นเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจมีประสิทธิผลลดลง
นักเศรษฐศาสตร์ Oxford Economics กล่าวว่า “กลไกการส่งผ่านนโยบายการเงินของไทยแทบจะไม่ทำงานแล้ว ดังนั้นนับจากนี้ แรงสนับสนุนเศรษฐกิจส่วนใหญ่จะต้องมาจากรัฐบาลมากขึ้นในรูปแบบของมาตรการทางการคลัง”
มาตรการดังกล่าวเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยให้ประเทศต่างๆ หลุดพ้นจากภาวะ Japanification ตัวอย่างเช่น ในญี่ปุ่น อดีตนายกรัฐมนตรี "ชินโซ อาเบะ" ใช้มาตรการใช้จ่ายภาครัฐขนาดใหญ่ พร้อมผลักดันการผ่อนคลายนโยบายการเงินอย่างแข็งขัน เพื่อช่วยให้ญี่ปุ่นหลุดพ้นจากวังวนเงินเฟ้อต่ำที่ต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน
อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า ประเทศไทยไม่ได้มีพื้นที่ทางการคลังมากพอที่จะดำเนินมาตรการในลักษณะเดียวกัน และคาดว่ารัฐบาลจะเริ่มทยอยลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจบางส่วนตั้งแต่ปีหน้า เนื่องจากสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี กำลังเข้าใกล้เพดานที่รัฐบาลกำหนดไว้ที่ 70%
ดาคานาย กล่าวว่า “การลดการขาดดุลทางการคลังเป็นสิ่งจำเป็น และด้วยเหตุนี้เศรษฐกิจจะเติบโตช้า และเมื่อเศรษฐกิจเติบโตช้า นโยบายการเงินก็จำเป็นต้องเข้ามาชดเชย” โดยเขาคาดการณ์ว่า ธปท. จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1% จนถึงสิ้นปีหน้า 2570
ชานโกจาก Pantheon ระบุว่า ปัญหาด้านโครงสร้างประชากรของไทย ประกอบกับความท้าทายต่อโมเดลการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออก ทำให้ประเทศไทยยากที่จะขยายตัวได้มากกว่าระดับเลขหลักเดียวต่ำๆ ที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน
“ยิ่งไทยมีความลังเลและล่าช้าในการปฏิรูปนานเท่าไร ประเทศไทยก็ยิ่งสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับคู่แข่งในภูมิภาคมากขึ้นเท่านั้น”
ที่มา: Financial Times



