บริษัท บีวายดี (BYD) ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ยักษ์ใหญ่ของจีน รายงานผลกำไรรายไตรมาสที่กลับมาเติบโตเป็นครั้งแรกในรอบกว่าหนึ่งปี โดยได้รับแรงหนุนหลักจากยอดส่งออกที่พุ่งสูงขึ้นซึ่งช่วยชดเชยอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวดังกล่าวยังคงต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ในวอลล์สตรีทคาดการณ์ไว้ ท่ามกลางการแข่งขันแบบหั่นราคาที่ยังคงดุเดือดในตลาดบ้านเกิด
สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ในไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา BYD ทำกำไรสุทธิ (Net profit) เพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบเป็นรายปี แตะระดับ 8.2 พันล้านหยวน หรือราว 1.22 พันล้านดอลลาร์ ถือเป็นการยุติสถิติผลกำไรที่หดตัวติดต่อกันถึง 4 ไตรมาส หลังจากที่ร่วงลงหนักถึง 55% ในไตรมาสก่อนหน้า
อย่างไรก็ดี อัตราการเติบโตนี้ยังคงตามหลังตัวเลขประเมินของสถาบันการเงินชั้นนำอย่าง Morgan Stanley, UBS, Citi, Deutsche Bank และ CMBI ที่คาดการณ์ไว้ว่ากำไรจะพุ่งขึ้นเฉลี่ยถึง 48%
ในส่วนของรายได้รวมนั้นปรับตัวลดลง 3.2% มาอยู่ที่ 1.946 แสนล้านหยวน ซึ่งเป็นอัตราการหดตัวที่ชะลอลงจากที่เคยร่วงลง 12% ในไตรมาสแรก ความแตกต่างระหว่างกำไรที่เติบโตสวนทางกับรายได้ที่ลดลงนี้ สะท้อนส่วนผสมการขาย (Sales mix) ที่ปรับตัวดีขึ้น โดยมีตลาดต่างประเทศเป็นกลไกสำคัญ
บริษัทระบุว่าอัตรากำไรขั้นต้นในช่วงครึ่งปีแรกขยับขึ้นมาอยู่ที่ 18.85% จาก 18.01% ในปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตของธุรกิจในต่างประเทศ
โดยช่วงครึ่งปีแรก ยอดจัดส่งรถยนต์ไปต่างประเทศกระโดดขึ้นถึง 71% ทะลุ 790,000 คัน คิดเป็น 44% ของยอดขายทั้งหมด และอัตรากำไรขั้นต้นจากธุรกิจในต่างประเทศซึ่งครองสัดส่วน 53% ของรายได้รวมนั้น ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.9 จุดเปอร์เซ็นต์ แตะระดับ 22%
การพึ่งพาตลาดต่างประเทศเกิดขึ้นในขณะที่ตลาดในจีนยังคงเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือด แม้ยอดขายที่ลดลงจะเริ่มทรงตัวในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แต่อุปสงค์ยานยนต์โดยรวมยังคงเปราะบางจากการปรับลดเงินอุดหนุน ภาวะซบเซาของภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อ และความกังวลเรื่องรายได้และการจ้างงาน
เยล จาง กรรมการผู้จัดการของ Automotive Foresight ชี้ว่า ตลาดในประเทศยังคงเป็นปัจจัยลบสำหรับ BYD เนื่องจากอุปสงค์ที่ชะลอตัวและการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง ขณะที่การบุกตลาดต่างประเทศแม้จะสร้างการเติบโต แต่ก็ต้องแลกมากับกำแพงภาษีที่สูงขึ้นในบางประเทศ รวมถึงต้นทุนด้านการตลาดและการวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจเข้ามาจำกัดอัปไซด์ของการทำกำไรได้
ที่ผ่านมา BYD ในฐานะผู้ผลิตอีวีรายใหญ่ที่สุดของโลกเมื่อเทียบจากยอดจัดส่ง ได้เร่งขยายฐานการดำเนินงานระดับโลกอย่างก้าวกระโดด ทั้งการชิงส่วนแบ่งการตลาดในยุโรปและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงการบุกตลาดญี่ปุ่นด้วยการเปิดตัวอีวีราคาประหยัดในภาคส่วนรถยนต์ขนาดเล็ก
ซาเวียร์ หว่อง นักวิเคราะห์จากแพลตฟอร์มการลงทุน eToro มองว่า สิ่งที่ค่ายรถยักษ์ใหญ่อย่าง Toyota และ Volkswagen ทำสำเร็จนั้นต้องใช้เวลาหลายทศวรรษในการสร้างมูลค่าแบรนด์ในหลายสิบประเทศ ซึ่ง BYD ก็กำลังพยายามทำสิ่งเดียวกัน เพียงแต่บีบอัดให้อยู่ในกรอบเวลาที่สั้นกว่ามาก
ผลประกอบการของ BYD ยังสะท้อนถึงภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์จีน ที่กระแสการส่งออกอันแข็งแกร่งได้เข้ามาช่วยพยุงกำไรอย่างชัดเจน โดยคู่แข่งในประเทศอย่าง Geely Auto รายงานกำไรครึ่งปีแรกพุ่งขึ้น 46% แตะ 9.68 พันล้านหยวน ขณะที่ Leapmotor ฟันกำไร 210 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นถึง 7 เท่าจากปีก่อน และ SAIC Motor ก็มีกำไรสุทธิพุ่งขึ้น 72% เป็น 7.87 พันล้านหยวนเช่นกัน



