Anthropic เปิดมาตรฐานเฟรมเวิร์กใหม่ ให้ 'AI Agent' ควบคุมอุปกรณ์จริงได้ พร้อมสั่งทำงานได้ 24 ชม. เปิดยุคใหม่ AI คุมโลกกายภาพ
ลองจินตนาการถึงโรงงานที่อุปกรณ์ทุกชิ้นขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งแขนกลและสายการประกอบสามารถ “สื่อสาร” กันด้วยภาษากลางของตัวเอง หรือลองนึกภาพห้องแล็บที่กล้องจุลทรรศน์สามารถค้นหาโมเลกุลบางประเภทได้ด้วยตัวเองตลอด 24 ชั่วโมง "โดยไม่จำเป็นต้องมีมนุษย์คอยควบคุม"
นี่คือแนวคิดเบื้องหลัง Model Hardware Standard (MHS) ใหม่ของบริษัทแอนโทรปิก (Anthropic) ซึ่งเปิดตัวในรูปแบบทดลองสำหรับงานวิจัย (research preview) เมื่อวันที่ 27 ส.ค. ที่ผ่านมา
MHS ถือเป็นการก้าวเข้าสู่สิ่งที่เรียกว่า "Physical AI" เป็นครั้งแรกของแอนโทรปิก โดยหลักแล้ว MHS คือเฟรมเวิร์กสำหรับเชื่อมต่อโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ขั้นสูง เช่น Claude ของ Anthropic เข้ากับอุปกรณ์ในโลกจริง ตั้งแต่เครื่องจักรในภาคการผลิตไปจนถึงกล้องจุลทรรศน์
เฟรมเวิร์กนี้จะช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถนำ AI เข้าไปเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ของตนได้ภายในเวลาเพียง “ไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่นาที” ขณะที่โดยปกติกระบวนการดังกล่าวอาจใช้เวลา “หลายสัปดาห์ หรืออาจนานถึงหลายเดือน” และต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการสร้างระบบเฉพาะขึ้นมา
บริษัทระบุว่า การเปิดให้เข้าถึงเครื่องมือ เอไอ ขั้นสูงได้กว้างขึ้นจะปูทางไปสู่ “การทดลองและกระบวนการทำงานแบบอัตโนมัติตลอด 24 ชั่วโมง” โดยงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการผลิตขั้นสูงเป็นหนึ่งในกรณีการใช้งานหลัก
MHS ยังสามารถช่วยเชื่อมต่ออุปกรณ์หลายชนิดเข้าด้วยกัน ทำให้อุปกรณ์เหล่านั้นสามารถสื่อสารผ่านชุดคำสั่ง เช่น “read” โดยอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ทุกชนิดที่รองรับระบบสามารถเข้าใจคำสั่งเหล่านี้และดำเนินการตามคำสั่งได้
MHS เป็นระบบแบบ "model-agnostic" หมายความว่าสามารถทำงานร่วมกับ LLM ใดก็ได้ ไม่จำกัดเฉพาะ Claude แต่ยังรวมถึงโมเดลที่พัฒนาโดยบริษัทอื่นๆ เช่น OpenAI ตลอดจนโมเดลโอเพนซอร์สอื่นๆ ด้วย
ทั้งนี้ MHS พัฒนาต่อยอดมาจาก Model Context Protocol (MCP) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่แอนโทรปิกเปิดตัวในปี 2024 เพื่อให้ AI สามารถเชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับซอฟต์แวร์และแหล่งข้อมูลต่างๆ ได้ผ่านมาตรฐานเดียวกัน
อเล็ก เคเมนี สมาชิกทีมเทคนิคของแอนโทรปิก อธิบายให้เห็นภาพง่ายขึ้นว่า MCP “คล้ายกับ USB สำหรับการเชื่อมต่อ AI เข้ากับซอฟต์แวร์”
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าอุปกรณ์ที่มีอยู่ในปัจจุบันทุกชนิดจะสามารถเชื่อมต่อกับ MHS และใช้งานได้ทันที เนื่องจากอุปกรณ์บางประเภทไม่มีอินเทอร์เฟซสำหรับการเขียนโปรแกรม
ในโครงการนี้ แอนโทรปิกกำลังทำงานร่วมกับ “ผู้ผลิตอุปกรณ์จำนวนมาก” เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีอินเทอร์เฟซที่จำเป็นและติดตั้ง MHS มาให้พร้อมใช้งาน ขณะเดียวกัน บริษัทยังช่วยผู้ผลิตเพิ่มการเชื่อมต่อ MHS ให้กับผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้วด้วย
“นั่นคืออนาคตที่เราจินตนาการไว้และกำลังก้าวไปสู่” เคเมนีกล่าว “ในอนาคต นักวิทยาศาสตร์จะสามารถซื้ออุปกรณ์เหล่านี้มาและใช้งานได้ทันทีตั้งแต่แกะกล่อง นี่เป็นเพียงกระบวนการของการนำมาตรฐานใหม่มาใช้”
สมรภูมิ Physical AI มาแรง
การเปิดตัว MHS เวอร์ชันทดลองสำหรับงานวิจัยเกิดขึ้นท่ามกลางความสนใจที่เพิ่มขึ้นต่อศักยภาพของการผสาน AI เข้ากับหุ่นยนต์
ในวันเดียวกัน บริษัท Hugging Face ก็ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ Physical AI ตัวแรกของบริษัทเป็นหุ่นยนต์เป็ด "Microduck" แม้จะไม่ได้ขับเคลื่อนด้วย MHS ก็ตาม
Nvidia ซึ่งกำลังจะเข้าซื้อ Hugging Face ด้วยมูลค่า 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ เป็นอีกบริษัทที่ผลักดันแนวคิด Physical AI มาอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเดือนมี.ค. เจนเซน หวง ซีอีโอของ Nvidia คาดการณ์ว่าในอนาคต “บริษัทอุตสาหกรรมทุกแห่งจะกลายเป็นบริษัทหุ่นยนต์”
ทั้งนี้ แอนโทรปิกพัฒนา MHS ร่วมกับ HHMI Janelia Research Campus ศูนย์วิจัยด้านชีวการแพทย์ในรัฐเวอร์จิเนีย โดยระหว่างการพัฒนามีห้องปฏิบัติการและผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ “จำนวนหนึ่ง” ได้รับสิทธิ์ทดลองใช้งานก่อน ครอบคลุมสาขาต่างๆ เช่น เทคโนโลยีชีวภาพ หุ่นยนต์ และควอนตัมคอมพิวติ้ง
พันธมิตรบางส่วนประกอบด้วย Genentech, Carnegie Mellon University, บริษัทควอนตัมคอมพิวติ้ง QuEra, Universal Robots, Amazon Web Services, Doosan Robotics, Danaher และ Hugging Face
ที่มา: Fortune



