เวเนซุเอลาจ่อเขย่าโลกน้ำมัน พิจารณา ‘ถอนตัวจาก OPEC’ กลุ่มที่ตัวเองร่วมก่อตั้งเมื่อกว่า 60 ปีก่อน พร้อมหารือแผนให้สหรัฐเช่าแหล่งน้ำมัน ‘นานถึง 100 ปี’ สะท้อนการพลิกขั้วครั้งใหญ่ ท่ามกลางอิทธิพลของวอชิงตันที่เริ่มแผ่ลึกเข้าสู่อุตสาหกรรมน้ำมันของประเทศ
เวเนซุเอลา กำลังพิจารณา “ถอนตัวจาก OPEC” องค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันที่ตัวเองมีส่วนร่วมก่อตั้งเมื่อกว่า 60 ปีก่อน ท่ามกลางการปรับขั้วการเมืองครั้งใหญ่ของกรุงการากัส หลัง “สหรัฐ” เข้ามามีอิทธิพลต่อประเทศและอุตสาหกรรมน้ำมันมากขึ้น
แหล่งข่าวระบุกับสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า แนวคิดถอนตัวจาก OPEC ถูกหยิบยกขึ้นหารือกับเจ้าหน้าที่สหรัฐแล้ว แต่ยังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้าย โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับการเจรจาระหว่างวอชิงตันและผู้นำเวเนซุเอลา เรื่องการให้สหรัฐเข้าถือผลประโยชน์ขนาดใหญ่ในแหล่งน้ำมันของประเทศ
หนึ่งในแนวทางที่ถูกหารือคือ การให้สหรัฐเช่าแหล่งน้ำมันหลายแห่งเป็นเวลา “นานถึง 100 ปี” ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะสะท้อนการเข้ามามีบทบาทโดยตรงของรัฐบาลสหรัฐต่อทรัพยากรของต่างประเทศในระดับที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
แม้เวเนซุเอลามีปริมาณสำรองน้ำมันมหาศาล แต่บทบาทใน OPEC ลดลงอย่างมากจากผลของมาตรการคว่ำบาตรและวิกฤติภายในประเทศ โดยเดือน ก.ค. ผลิตน้ำมันได้ประมาณ 1.16 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของระดับเมื่อ 10 ปีก่อน
อย่างไรก็ตาม แนวคิดถอนตัวกำลังได้รับความสนใจมากขึ้น ท่ามกลางความไม่พอใจต่อภาระผูกพันจากการเป็นสมาชิก OPEC ที่หลายประเทศแสดงออกมาอย่างเปิดเผย รวมถึงอิรัก
เพียง 4 เดือนก่อนหน้านี้ “สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์” (UAE) ก็ประกาศว่า “จะถอนตัวจาก OPEC” ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อความเป็นเอกภาพของกลุ่ม ในการกำหนดทิศทางราคาน้ำมันดิบ
หากเวเนซุเอลาถอนตัวตามไปอีกประเทศ จะยิ่งเพิ่มข้อสงสัยว่า OPEC ซึ่งนำโดย “ซาอุดีอาระเบีย” จะสามารถรักษาความเป็นปึกแผ่นและอิทธิพลเหนือราคาน้ำมันไว้ได้หรือไม่ หลังสมาชิกบางประเทศเริ่มแสดงความไม่พอใจต่อข้อจำกัดด้านการผลิต
ที่สำคัญ เวเนซุเอลาเป็น 1 ใน 5 ประเทศผู้ร่วมก่อตั้ง OPEC เมื่อปี 1960 และยังมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการก่อตั้ง OPEC+ ในปี 2016 ซึ่งดึงรัสเซียและผู้ผลิตนอกกลุ่มเข้ามาร่วมบริหารอุปทานน้ำมันโลก
หากความร่วมมือภายในกลุ่มแตกสลายลงไปอีก สมาชิก OPEC อาจหันมาแข่งขันกันอย่างดุเดือดเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด จนอาจนำไปสู่ “สงครามราคาน้ำมัน” คล้ายกับที่เคยเกิดขึ้นช่วงสั้น ๆ ในปี 2020
เจ้าหน้าที่สหรัฐบางส่วนมองไกลไปถึงการสร้าง “มหาอำนาจน้ำมัน” จากความร่วมมือระหว่างสหรัฐและเวเนซุเอลา ซึ่งอาจลดอิทธิพลของ OPEC ลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่การถอนตัวจะเปิดทางให้เวเนซุเอลาเพิ่มกำลังผลิตในอนาคตโดยไม่ต้องกังวลกับโควตาของกลุ่ม
นอกจากนี้ ยังอาจเปิดพื้นที่ให้บริษัทน้ำมันสหรัฐและบริษัทต่างชาติเข้าไปฟื้นฟูอุตสาหกรรมน้ำมันเวเนซุเอลามากขึ้น เพิ่มอุปทานเข้าสู่ตลาดโลก และสร้างแรงกดดันต่อราคาน้ำมันในระยะยาว
สำหรับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งวิจารณ์ OPEC มายาวนานว่าเป็นกลุ่มที่มีอำนาจผลักดันราคาน้ำมัน “การถอนตัวของเวเนซุเอลา” อาจถือเป็นชัยชนะเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐ
หากประเทศที่มีบทบาทสำคัญต่อทั้ง “การกำเนิด OPEC” และ “การกำเนิด OPEC+” ตัดสินใจเดินออกจากกลุ่มจริง ความหมายของเรื่องนี้อาจใหญ่กว่าปริมาณน้ำมันที่หายไป เพราะอาจกลายเป็นอีกสัญญาณว่า อำนาจและความเป็นเอกภาพของ OPEC ในตลาดน้ำมันโลก กำลังถูกท้าทายมากขึ้นเรื่อย ๆ
อ้างอิง: bloomberg




