อิหร่านเล็งใช้ ‘โมเดลตุรกี’ เก็บค่าบริการเรือผ่านฮอร์มุซ หวังเปลี่ยนเส้นเลือดใหญ่พลังงานโลกเป็นขุมรายได้ หลังตุรกี ‘โกยเกือบหมื่นล้านบาทต่อปี’ แต่เดิมพันนี้ยังติดด่านใหญ่ ทั้งกฎหมายทะเลและแรงต้านจากนานาชาติ
ในเมื่อตุรกีเก็บได้ แล้วทำไมอิหร่านจะเก็บไม่ได้? นี่เป็นแนวคิดความพยายามครั้งใหม่ของเตหะราน ที่กำลังหาทางเปลี่ยน “ช่องแคบฮอร์มุซ” หนึ่งในเส้นเลือดใหญ่ของการค้าและพลังงานโลก ให้กลายเป็น “แหล่งรายได้”
อิหร่านกำลังเดินหน้าวางกรอบเก็บค่าบริการ จากเรือที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยมี “โมเดลของตุรกี” เป็นต้นแบบ หลังตุรกีสามารถขึ้นค่าบริการเรือผ่าน “ช่องแคบบอสพอรัสและดาร์ดะเนลส์” (Bosporus และ Dardanelles Straits) ของตนถึง 8 เท่าในช่วง 4 ปี
แทนที่จะเก็บในชื่อ “ค่าผ่านทาง” ตรงๆ อิหร่านกำลังหาช่องทางเก็บเงินในรูป “ค่าบริการทางทะเล” ตั้งแต่ความปลอดภัย การกู้ภัย ไปจนถึงบริการเดินเรือ ท่ามกลางคำถามสำคัญว่า หากตุรกีทำได้ อิหร่านจะทำแบบเดียวกันกับฮอร์มุซได้หรือไม่
ต้นแบบสำคัญคือ “ตุรกี” ซึ่งเก็บค่าบริการจากเรือที่ผ่านช่องแคบบอสพอรัสและดาร์ดะเนลส์ สำหรับบริการประภาคาร กู้ภัยทางทะเล และมาตรการกักกันโรค
ล่าสุด ในเดือนกรกฎาคม ตุรกีปรับค่าบริการ “ขึ้นอีก 15%” เป็น 6.70 ดอลลาร์ต่อตันสุทธิ เพิ่มขึ้นกว่า 8 เท่าจาก 0.80 ดอลลาร์เมื่อ 4 ปีก่อน หลังเริ่มปรับค่าธรรมเนียมครั้งแรกในรอบเกือบ 40 ปีเมื่อปี 2022 โดยในปีสิ้นสุดเดือนมิถุนายน ตุรกีมีรายได้จากค่าบริการดังกล่าว สูงถึง 259 ล้านดอลลาร์ หรือ “ราว 8,500 ล้านบาท”
สำหรับอิหร่าน ความขัดแย้งทางทหารกับสหรัฐ ยิ่งทำให้การรักษาอำนาจเหนือช่องแคบฮอร์มุซสำคัญอย่างยิ่งในเชิงยุทธศาสตร์ แต่อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเลไม่อนุญาตให้ประเทศเรียกเก็บเงิน เพียงเพราะเรือแล่นผ่านน่านน้ำในช่องแคบระหว่างประเทศ อิหร่านจึงกำลังศึกษาแนวทาง “เก็บค่าบริการ ไม่ใช่ค่าผ่านทาง” เช่นเดียวกับตุรกี
ทั้งนี้ ในเชิงกฎหมาย สองกรณีไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด เพราะช่องแคบตุรกีอยู่ภายใต้กรอบ “อนุสัญญามองเทรอซ์” (Montreux Convention) ซึ่งกำหนดระบบการเดินเรือผ่านช่องแคบตุรกีโดยเฉพาะ และมีบทบัญญัติเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมสำหรับบริการ เช่น ประภาคาร การกู้ภัย และบริการด้านสาธารณสุข
ขณะที่ฮอร์มุซนั้นซับซ้อนกว่า เพราะไม่ใช่พื้นที่ที่อิหร่านควบคุมเพียงประเทศเดียว และเป็นเส้นทางเดินเรือ-ขนส่งพลังงานระหว่างประเทศที่สำคัญมาก มีข้อจำกัดเรื่องการเก็บค่าผ่านทางตาม “กฎหมายทะเลระหว่างประเทศ” (United Nations Convention on the Law of the Sea)
UNCLOS มาตรา 38 รับรองหลัก Transit Passage หรือสิทธิในการเดินเรือผ่านช่องแคบที่ใช้สำหรับการเดินเรือระหว่างประเทศ ขณะที่มาตรา 42 ระบุว่า กฎของรัฐริมช่องแคบต้องไม่ขัดขวางหรือบั่นทอนสิทธิ Transit Passage
ที่สำคัญ UNCLOS ยังกำหนดว่า ไม่สามารถเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือต่างชาติเพียงเพราะเรือแล่นผ่านได้ แต่สามารถเรียกเก็บค่าบริการเฉพาะที่ให้แก่เรือนั้นได้
นี่จึงเป็นช่องที่อิหร่านกำลังสนใจ ไม่เรียกว่า “ค่าผ่านฮอร์มุซ” แต่เรียกว่า “ค่าบริการทางทะเล” เช่น ค่าตรวจสอบความปลอดภัย ค่ากู้ภัย บริการเดินเรือ หรือการจัดหาเชื้อเพลิง
ก่อนหน้านี้ หนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal รายงานโดยอ้างการประเมินของเจ้าหน้าที่อิหร่านว่า หากประเทศที่เกี่ยวข้องกับการบริหารช่องแคบฮอร์มุซสามารถเรียกเก็บค่าบริการได้ อาจสร้างรายได้สูงถึง 4 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ “ราว 1.3 ล้านล้านบาทต่อปี”
อิหร่านยังมองไปถึง “คลองสุเอซ” และ “คลองปานามา” ซึ่งมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือมานาน โดยเฉพาะคลองสุเอซที่สร้างรายได้ให้อียิปต์ 4,600 ล้านดอลลาร์ หรือราว 150,000 ล้านบาทต่อปี
อย่างไรก็ตาม แผนของอิหร่านยังเผชิญอุปสรรคสำคัญทั้งด้านกฎหมายและแรงต่อต้านจากนานาชาติ โดยมิทัต เรนเด อดีตนักการทูตตุรกีระบุว่า หากไม่ได้รับความเห็นชอบจากองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ประเทศใดประเทศหนึ่งไม่สามารถเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากการเดินเรือระหว่างประเทศได้
เป็นที่น่าจับตาว่า ความพยายามของเตหะราน จะกลายเป็นแหล่งรายได้ใหม่ท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐ หรือจะเผชิญแรงต้านจนยังไม่สามารถนำมาใช้จริงได้





