วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม 2569

Login
Login

3 ชาติเจ้าบ้าน ‘ช่องแคบมะละกา’ ประกาศจุดยืนช่องแคบต้องเสรี เปิดกว้าง และปลอดภัย

ท่ามกลางวิกฤติ ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ และความพยายามของอิหร่านในการตั้งด่านเก็บเงิน อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ประกาศจุดยืนจับมือรักษา ‘ช่องแคบมะละกา’ ให้เสรีและปลอดภัย ตอกย้ำว่า เส้นเลือดใหญ่ที่รองรับกว่า 1 ใน 5 ของการค้าทางทะเลโลก จะไม่เดินซ้ำรอยฮอร์มุซ

ท่ามกลางความพยายามของอิหร่านในการ “ตั้งด่านเก็บเงิน” ช่องแคบฮอร์มุซ อีกหนึ่งคอขวดทางทะเลของโลกอย่าง “ช่องแคบมะละกา” อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ 3 ประเทศที่มีบทบาทหลักในการดูแลช่องแคบมะละกา ประกาศจุดยืนร่วมกันว่า จะรักษาเส้นทางยุทธศาสตร์แห่งนี้ให้ “เสรี เปิดกว้าง และปลอดภัยสำหรับการเดินเรือระหว่างประเทศ”

ท่าทีดังกล่าวสำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่องแคบมะละกาไม่ใช่เพียงเส้นทางเดินเรือของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่เป็นหนึ่งใน “เส้นเลือดใหญ่” ของเศรษฐกิจโลก เนื่องจากเป็นเส้นทางที่สั้นที่สุดในการเชื่อมตะวันออกกลางเข้ากับเอเชียตะวันออก โดยมากกว่า 1 ใน 5 ของการค้าทางทะเลทั่วโลก ต้องผ่านน่านน้ำแคบแห่งนี้

ความสำคัญของมะละกายิ่งเด่นชัดขึ้น หลังการโจมตีอิหร่านของสหรัฐ และอิสราเอลตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้ “ช่องแคบฮอร์มุซ” ถูกปิด และทำให้ปริมาณการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเข้าสู่อ่าวโอมาน ยังคงเหลือเพียงเศษเสี้ยว เมื่อเทียบกับระดับก่อนสงคราม

เหตุการณ์ดังกล่าวจึงตอกย้ำว่า หาก “คอขวด” ทางทะเลแห่งใดแห่งหนึ่งถูกปิด ผลกระทบสามารถลุกลามจากปัญหาความมั่นคงในภูมิภาค ไปสู่ราคาพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน และการค้าโลกได้อย่างรวดเร็ว

เจฟฟรีย์ ซิว รัฐมนตรีคมนาคมสิงคโปร์ กล่าวระหว่างการประชุมระยะเวลา 2 วัน ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผู้แทนจากหลายสิบประเทศ รวมถึงจีน ฝรั่งเศส เยอรมนี และซาอุดีอาระเบียเข้าร่วมว่า เหตุการณ์ในตะวันออกกลางปีนี้ เป็นเครื่องเตือนใจสำคัญว่า โลกไม่อาจมองเสรีภาพในการเดินเรือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ

“เหตุการณ์ในตะวันออกกลางปีนี้เตือนโลกว่า เราไม่สามารถคิดว่าเส้นทางเดินเรือที่เปิดกว้าง จะคงอยู่เช่นนั้นเสมอไป”

ซิวยังระบุว่า ท่ามกลางการแข่งขันทางเศรษฐกิจและความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้น ประสบการณ์จากการบริหารจัดการช่องแคบมะละกาแสดงให้เห็นว่า ยังมี “อีกแนวทางหนึ่ง” ที่ประเทศต่างๆ สามารถเลือกใช้ได้ นั่นคือความร่วมมือแทนการเผชิญหน้า

ปัจจุบัน อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ร่วมกันดูแลช่องแคบมะละกาอย่างหลวม ๆ พร้อมประสานความร่วมมือกับไทย ซึ่งมีแนวชายฝั่งช่วงสั้นๆ บริเวณตอนบนของเส้นทาง

หนึ่งในจุดแตกต่างสำคัญคือ เรือที่แล่นผ่านช่องแคบมะละกา “ไม่ต้องจ่ายค่าผ่านทาง” โดยค่าใช้จ่ายสำหรับการดูแลความปลอดภัยส่วนหนึ่ง มาจากเงินสมทบโดยสมัครใจของประชาคมการเดินเรือระหว่างประเทศ เพื่อนำไปสนับสนุนทุ่นเดินเรือ สัญญาณไฟ ประภาคาร และโครงการด้านความปลอดภัยอื่นๆ

นับตั้งแต่ปี 2007 ประชาคมการเดินเรือระหว่างประเทศได้สมทบเงินประมาณ 26 ล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนความปลอดภัยในการเดินเรือบริเวณช่องแคบมะละกาและพื้นที่โดยรอบ แม้เงินจำนวนดังกล่าวจะครอบคลุมเพียงบางส่วนของต้นทุนทั้งหมดก็ตาม

เจ้าหน้าที่จากประเทศที่เกี่ยวข้องย้ำว่า “ความร่วมมือ การแบ่งปันข้อมูล และการลงทุนอย่างต่อเนื่อง” คือ หัวใจสำคัญในการป้องกันไม่ให้ความตึงเครียดทางการเมืองหรือความมั่นคงลุกลามจนกระทบต่อการเดินเรือ

ฮาจี ดิกสัน บิน ดอลลาห์ อธิบดีกรมเจ้าท่ามาเลเซีย ระบุว่า กลไกเหล่านี้ไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะต่อประเทศรอบช่องแคบเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักประกันสำหรับการค้าโลกและความมั่นคงด้านพลังงาน

ฮัสซัน วิราจูดา อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีส่วนวางกรอบความร่วมมือช่องแคบมะละกาเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน มองว่า วิกฤติในอ่าวเปอร์เซียสะท้อนความแตกต่างสำคัญระหว่าง “มะละกา” กับ “ฮอร์มุซ” ซึ่งไม่ได้อยู่ที่ภูมิศาสตร์ แต่อยู่ที่ “การเมือง”

แม้ทั้งสองแห่งจะเป็นคอขวดสำคัญของการค้าโลก แต่สิ่งที่ทำให้มะละกายังคงเปิดกว้างและปลอดภัย คือ ความร่วมมือระหว่างประเทศรอบช่องแคบ

บทเรียนจากฮอร์มุซ อาจยิ่งตอกย้ำว่า “การรักษาความร่วมมือ” คือหัวใจสำคัญที่จะป้องกันไม่ให้ “มะละกา” กลายเป็นจุดวิกฤติแห่งต่อไปของโลก

อ้างอิง: bloomberg