การประกาศเพิ่มวงเงิน "ซื้อคืนพันธบัตร" เป็นสองเท่าของกระทรวงการคลังสหรัฐเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้ผลตอบรับแค่ช่วงสั้นๆ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) ที่ลดลงเพราะข่าวนี้ ดีดตัวกลับขึ้นในวันถัดมา พร้อมกับ "ค่าเงินดอลลาร์" ที่อ่อนค่าลงต่ำสุดในรอบหลายเดือน
จุดนี้นับว่า "ต่างออกไป" จากครั้งที่ผ่านๆ มา เพราะโดยปกติแล้วเมื่อบอนด์ยีลด์สูงขึ้น ดอลลาร์จะแข็งค่า สะท้อนถึงเงินที่ไหลเข้ามาซื้อสินทรัพย์สหรัฐ แต่ในครั้งนี้เงินไม่ได้ไหลเข้ามาซื้อดอลลาร์ แต่กลับไหลไปที่ทองคำและบิตคอยน์แทน และยีลด์ที่สูงขึ้นก็สะท้อนว่ามาจาก Risk premium มากกว่า
สถานการณ์นี้กำลังสะท้อนความกังวลได้ดีว่า ตลาดกำลังกังวลเรื่อง "การเสื่อมค่าของดอลลาร์" หรือ "Dollar Debasement" ซึ่งเป็นกระแสที่กำลังมีการถกเถียงกันในโลกการเงินมากที่สุดในเวลานี้
เดิมทีนั้น สหรัฐยึดถือแนวทาง “Strong Dollar Policy” หรือนโยบายดอลลาร์แข็งค่ามาอย่างยาวนาน ซึ่งไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะต้องเข้าแทรกแซงเพื่อทำให้ดอลลาร์แข็งค่าตลอดเวลา แต่สะท้อนถึงการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่ช่วยรักษา "ความเชื่อมั่นต่อเงินดอลลาร์" ทั้งการให้ความสำคัญกับหนี้และการขาดดุล การปล่อยให้ตลาดเป็นผู้กำหนดราคา และการรักษาความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
แต่สิ่งที่กระทรวงการคลังสหรัฐภายใต้การนำของ “สก็อตต์ เบสเซนต์” กำลังทำอยู่ เริ่มทำให้ตลาดตั้งคำถามต่อแนวทางดังกล่าว โดยเฉพาะการเข้าแทรกแซงตลาดการเงินเพื่อสกัดการพุ่งขึ้นของต้นทุนการกู้ยืมระยะยาว ทั้งที่ปัญหาพื้นฐานอย่าง "หนี้และการขาดดุลงบประมาณ" ยังไม่ได้รับการแก้ไข
ความกังวลของตลาดจึงอยู่ที่ว่า หากรัฐบาลไม่ยอมปล่อยให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับสูงขึ้นเพื่อสะท้อนความเสี่ยงทางการคลังอย่างเต็มที่ แรงกดดันดังกล่าวจะไม่ได้หายไป แต่อาจถูกผลักไปสะท้อนผ่าน “ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนลง” แทน และนี่คือจุดที่ทำให้แนวคิดเรื่อง Dollar Debasement กลับมาอยู่ในความสนใจของตลาดอีกครั้ง
Dollar Debasement คืออะไร
วอลล์สตรีทเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “debasement trade” ซึ่งเป็นคำที่อ้างอิงถึงแนวปฏิบัติในอดีตของผู้ปกครอง เช่น พระเจ้าเฮนรีที่ 8 แห่งอังกฤษ และจักรพรรดิเนโรแห่งโรม ที่ลดปริมาณทองคำหรือโลหะเงินในเหรียญ โดยนำโลหะราคาถูกกว่าอย่างทองแดงมาผสม หรือที่เรียกว่า “การลดค่าเนื้อเงิน” (debasement) คำดังกล่าวจึงสะท้อนแนวคิดที่ว่า นักลงทุนกำลังหันไปหาสินทรัพย์อื่นเพื่อหลบภัยจากเงินดอลลาร์ เนื่องจากกังวลว่ามูลค่าของเงินดอลลาร์กำลังถูกลดทอนลง
คำดังกล่าวใช้อธิบายกลยุทธ์ที่นักลงทุนใช้เพื่อปกป้องตนเองจากการเสื่อมค่าของเงินหรือสินทรัพย์อื่นๆ โดยเป็นการขายสกุลเงินหรือหลักทรัพย์ที่มีความเปราะบางต่อแรงกระแทกทางการเมืองหรือการคลัง แล้วโยกเงินเข้าสู่สินทรัพย์ “หลบภัย” เช่น ทองคำ
อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ได้เป็นเพียงการหนีเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยเท่านั้น นักลงทุนยังเพิ่มการลงทุนใน "คริปโทเคอร์เรนซี" ด้วย ซึ่งแม้จะมีความผันผวนสูง แต่กลับถูกมองว่าได้รับผลกระทบจากนโยบายการเงินและการคลังค่อนข้างน้อย
ผู้สนับสนุนแนวคิดนี้ระบุว่า debasement trade เริ่มมีแรงส่งมากขึ้นในปี 2025 หลังมาตรการภาษีการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มบดบังแนวโน้มเศรษฐกิจ ขณะที่ความเป็นไปได้ที่รัฐบาลสหรัฐจะต้องปิดหน่วยงานบางส่วน (Government shutdown) ยิ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับการขาดดุลงบประมาณ
ตลอดปี 2025 ที่ผ่านมา เงินดอลลาร์ทำผลงานรายปี "แย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2017" หรือแย่สุดในรอบ 8 ปี โดยร่วงลงเกือบ 10% แต่ในทางตรงกันข้าม ราคาทองคำกลับพุ่งขึ้นถึง 65%
จากนั้นเงินดอลลาร์กลับมาฟื้นตัวในช่วงต้นปี 2026 หลังนักลงทุนขานรับการเลือก "เควิน วอร์ช" ให้ดำรงตำแหน่งประธานเฟด โดยตลาดตอบรับเชิงบวกต่อคำกล่าวของเขาที่ว่า "การสร้างเสถียรภาพด้านราคา" จะเป็นภารกิจสำคัญสูงสุด เนื่องจากโดยทั่วไปแล้ว แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นมักเป็นปัจจัยหนุนค่าเงิน
ทำไมกระแสลดค่าเงินกลับมาอีกครั้ง?
แม้ว่าเบสเซนต์จะยังยืนยันเสมอว่า สหรัฐยังคงดำเนินนโยบาย “ดอลลาร์แข็งค่า” (strong dollar) แต่สิ่งที่เขากำลังทำกลับสวนทางออกไปกับมาตรการ 2 ประการที่ทำให้ความกังวลเรื่องการลดค่าเงินกลับมาอีกครั้ง
ประการแรก - สหรัฐเข้าช่วย "ญี่ปุ่น" พยุงค่าเงินเยน ผ่านการแทรกแซงตลาดปริวรรตเงินตราเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 3 ทศวรรษ แม้การดำเนินการครั้งนี้จะเป็นการขาย "เงินยูโร" แทนที่จะเป็นเงินดอลลาร์ก็ตาม การเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกนักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า ช่วยลดความเสี่ยงที่ญี่ปุ่นจะต้องขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเพื่อระดมเงินดอลลาร์มาใช้ปกป้องค่าเงินของตน
ประการที่สอง - ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปี ยังคงปรับตัวสูงขึ้นจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่เกี่ยวกับสงคราม และความกังวลด้านการคลังที่ยังคงดำเนินอยู่ แต่กระทรวงการคลังสหรัฐประกาศว่าจะเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรอายุ 10-30 ปีบางรายการ "ขึ้นอย่างน้อยสองเท่า"
จอร์จ ซาราเวลอส จากธนาคาร Deutsche Bank ระบุในรายงานถึงลูกค้าว่า หากราคาพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐในตลาด “ไม่ได้รับอนุญาตให้ปรับตัวลง” ราคาของสินทรัพย์เหล่านี้ในมิติของอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับนักลงทุนต่างชาติ "ก็จำเป็นต้องปรับตัวผ่านการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์แทน"
โรบิน บรูกส์ นักวิจัยอาวุโสแห่ง Brookings Institution ถึงกับกล่าวว่า กระทรวงการคลังสหรัฐกำลัง “เล่นกับไฟ”
บรูกส์เตือนว่า ความพยายามจำกัดบอนด์ยีลด์ระยะยาว โดยไม่แก้ไขปัญหา "ความไม่สมดุลทางการคลัง" ที่เป็นปัญหาพื้นฐานของประเทศ มีความเสี่ยงที่จะย้ายแรงกดดันจากตลาดพันธบัตรไปยังตลาดเงินตรา "แทนที่จะเกิดวิกฤตหนี้ ปัญหาอาจกลายเป็นวิกฤติค่าเงิน" แทน โดยชี้ตัวอย่างประสบการณ์ของญี่ปุ่นในช่วงที่ผ่านมาและการอ่อนค่าของเงินเยนเป็นเวลานาน
นอกจากนี้ กระแสคาดการณ์ที่เพิ่มขึ้นว่า เฟดภายใต้การนำของวอร์ช "อาจไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ย" ตามที่เคยคาดการณ์กัน ยังทำให้นักลงทุนหันมามองเชิงลบต่อเงินดอลลาร์ในช่วงครึ่งหลังของปี 2026
ทำไมถึงต้องกังวลเรื่องดอลลาร์?
สหรัฐกู้ยืมเงินจำนวนมากในช่วงที่การระบาดของโควิด-19 รุนแรง เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย เมื่อเงินไหลเข้าสู่ระบบก็ทำให้อุปสงค์ต่อสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น และในหลายกรณีเป็นปัจจัยกระตุ้น "เงินเฟ้อ" เฟดจึงตอบสนองด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเพื่อชะลออุปสงค์และควบคุมเงินเฟ้อ แต่ภาวะนี้ก็ทำให้ "ต้นทุนในการชำระหนี้" ก้อนมหาศาลพุ่งขึ้นตามไปด้วย
เมื่อรัฐบาลวอชิงตันต้องใช้เงินจำนวนมากขึ้นเพื่อจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ นักการเมืองก็จะเหลือเงินน้อยลงสำหรับใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ รัฐบาลอาจจำเป็นต้องลดรายจ่ายเพื่อนำเงินไปชำระหนี้มากขึ้น ซึ่งจะยิ่งกระทบการเติบโตและสร้าง "แรงกดดันขาลงต่อเงินดอลลาร์"
ปัจจุบัน "หนี้สาธารณะ" ของสหรัฐสูงแตะระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์แล้ว ซึ่งการรับรู้ว่าการกู้ยืมของรัฐบาลกำลังรักษาความยั่งยืนได้ยากขึ้น ยังสามารถกดดันการเติบโตและทำให้ค่าเงินอ่อนลงได้เช่นกัน
"เรย์ ดาลิโอ" มหาเศรษฐีนักลงทุนชื่อดัง ออกโรงเตือนเมื่อเร็วๆ นี้ ให้นักลงทุน ลดการถือครองพันธบัตร และหันไปถือทองคำรวมถึงบิตคอยน์บางส่วนแทน เพื่อป้องกันความเสี่ยงจาก "วิกฤติหนี้สหรัฐ" ที่อาจจะเกิดขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีกระแสคาดการณ์กันด้วยว่า ทรัมป์กับเบสเซนต์เองอาจจะไม่ได้กังวลอะไรกับการที่เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง
'ทองคำ' มีความน่าสนใจอย่างไร?
บางครั้งทองคำถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ “หลบภัย” (safe haven) แบบดั้งเดิม ซึ่งสามารถรักษามูลค่าไว้ได้ในช่วงที่เกิดความไม่แน่นอน นักลงทุนมักสนใจทองคำเนื่องจากอุปทานและราคาของทองคำไม่ได้ถูกควบคุมโดยตรงจากรัฐบาลหรือฟด จึงทำให้มีความเปราะบางต่อนโยบายหรือการตัดสินใจด้านการคลังน้อยกว่า
ในระยะสั้น ทองคำไม่ใช่เครื่องมือป้องกันเงินเฟ้อที่สมบูรณ์แบบ แต่นักลงทุนจำนวนมากยังคงมองว่า ทองคำเป็นหนึ่งในสินทรัพย์สภาพคล่องเพียงไม่กี่ประเภทที่มีแนวโน้มจะรักษามูลค่าได้ในระยะยาว เนื่องจากข้อจำกัดด้านอุปทานของทองคำมาจากปัจจัยทางธรณีวิทยา ไม่ใช่การเมือง และเนื่องจากโดยปกติทองคำจะซื้อขายกันด้วยเงินดอลลาร์ ราคาทองคำจึงแทบจะปรับตัวสูงขึ้นเสมอเมื่อเงินดอลลาร์อ่อนค่า
ดังนั้น สำหรับนักลงทุนที่ต้องการปรับพอร์ตเพื่อรับประโยชน์จากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ทองคำจึงเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ชัดเจน
ความต้องการทองคำยังได้รับแรงหนุนจาก "ธนาคารกลางต่างๆ" ซึ่งกำลังเพิ่มปริมาณทองคำสำรอง ส่วนหนึ่งของแรงจูงใจคือ การป้องกันความเสี่ยงจากการใช้สกุลเงินเป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยเฉพาะหลังจากวอชิงตันใช้บทบาทศูนย์กลางของเงินดอลลาร์ในระบบธนาคารโลก เพื่อตัดทอนความสามารถของรัสเซียในการเข้าถึงเงินทุนระหว่างประเทศ หลังรัสเซียรุกรานยูเครน
ฝ่ายที่ไม่เชื่อ มองอย่างไร?
นักลงทุนบางส่วนมองว่า เหตุผลเบื้องหลังสิ่งที่เรียกว่า debasement trade มีข้อบกพร่อง หรือแทบไม่มีหลักฐานว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวกำลังเกิดขึ้นจริง โดยชี้ว่านักลงทุนทั่วโลกยังคงถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเป็นจำนวนมาก ซึ่งบ่งชี้ว่าไม่ได้เกิดการละทิ้งสินทรัพย์ที่อยู่ในรูปเงินดอลลาร์เป็นวงกว้าง
ฝ่ายวิจารณ์ยังชี้ถึงความแข็งแกร่งของ "ตลาดหุ้นสหรัฐ" เพื่อหักล้างกระแสพูดถึงแนวโน้ม debasement เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติจำเป็นต้องซื้อเงินดอลลาร์เพื่อเข้าซื้อหุ้นสหรัฐ
เบรนต์ ดอนเนลลี ประธาน Spectra Markets ตีความการประกาศของเบสเซนต์ในช่วงแรกๆ ว่าเป็นสัญญาณให้ซื้อบิตคอยน์ และขายเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส แต่เมื่อพิจารณาว่า ขนาดของการซื้อคืนพันธบัตรเพิ่มนั้นเป็นวงเงินแค่เล็กน้อยเมื่อเทียบกับตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐโดยรวม เขาจึงกลับมาทบทวนมุมมองดังกล่าวอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 ส.ค. เพิ่งมีรายงานข่าวจาก CNBC ระบุว่า กระทรวงการคลังสหรัฐอาจนำเงินจากบัญชีเงินสดของกระทรวงการคลัง หรือ "Treasury General Account" (TGA) ซึ่งมีเงินอยู่เกือบ "1 ล้านล้านดอลลาร์" มาใช้เป็นแหล่งเงินทุนส่วนหนึ่งสำหรับแผนเพิ่มการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลที่เพิ่งประกาศไป ซึ่งจะเป็นวงเงินที่สูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับที่ประกาศไปก่อนหน้านี้ในระดับ 4 พันล้านดอลลาร์
ที่มา: MarketWatch, Bloomberg, Substack



