วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม 2569

Login
Login

เปิดมุมมอง ‘เบสเซนต์’ ผ่าน Financial Times ยุทธศาสตร์ตัดเส้นเลือดอิหร่านทางศก.

สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ เปิดมุมมองผ่าน ‘Financial Times’ ถึงยุทธศาสตร์ ‘D-Day ทางเศรษฐกิจ’ ที่เตรียมตัดทุกเส้นเลือดทางการเงินและการค้าของอิหร่าน พร้อมเตือนประเทศทั่วโลกว่า ถึงเวลา ‘เลือกข้าง’ แล้ว ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐ ใครยังคงค้าขายกับอิหร่าน ก็เสี่ยงถูกโดดเดี่ยวจากระบบเศรษฐกิจโลกไปพร้อมกัน

หลังเสียงระเบิดและปฏิบัติการทางทหาร สหรัฐ กำลังเตรียมเปิด “สมรภูมิ” อีกด้านกับอิหร่าน แต่ครั้งนี้อาวุธสำคัญไม่ใช่ขีปนาวุธหรือเครื่องบินรบ หากเป็น เงิน น้ำมัน ธนาคาร และการค้าโลก

รัฐบาลทรัมป์ ต้องการตัด “เส้นเลือดทางเศรษฐกิจ” ทุกเส้นที่ยังคงหล่อเลี้ยงเตหะราน พร้อมบีบให้ประเทศ บริษัท และสถาบันการเงินทั่วโลกต้อง “เลือกข้าง” ว่า จะรักษาความสัมพันธ์กับอิหร่าน หรือเสี่ยงสูญเสียการเข้าถึงระบบเศรษฐกิจที่มีสหรัฐเป็นศูนย์กลาง

สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ถึงกับเรียกยุทธศาสตร์ครั้งนี้ว่า “D-Day ทางเศรษฐกิจ” การโจมตีทางการเงินครั้งใหญ่ที่หวังผลักอิหร่านเข้าสู่ภาวะโดดเดี่ยวอย่างสมบูรณ์

ต่อไปนี้คือ “มุมมองของสก็อตต์ เบสเซนต์” ต่อยุทธศาสตร์โดดเดี่ยวอิหร่านทางเศรษฐกิจที่เบสเซนต์ เขียนลงในหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ ดังนี้

เบสเซนต์ มองว่า แม้เศรษฐกิจอิหร่านจะถูกกดดันอย่างหนักจนค่าเงินเรียลอ่อนค่ารุนแรงและเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง แต่รัฐบาลอิหร่านยังอยู่ได้เพราะมีประเทศและเครือข่ายต่างๆ ช่วยเปิด “ช่องทางหายใจ” ตั้งแต่การซื้อและขนส่งน้ำมัน การเคลื่อนย้ายเงินผ่านร้านแลกเปลี่ยนเงินตราและเขตการค้าเสรี การเปิดน่านฟ้ารับเที่ยวบิน ไปจนถึงการปล่อยให้มีการถ่ายโอนเชื้อเพลิงกลางทะเลและใช้ระบบธนาคารเพื่อหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร

ในสายตาของเบสเซนต์ ประเทศเหล่านี้กำลังเดิมพันว่า การประนีประนอมกับเตหะรานย่อมปลอดภัยกว่าการเผชิญหน้า แต่เขาเตือนว่า “เดิมพันดังกล่าว” กำลังมีต้นทุนสูงขึ้น เพราะรัฐบาลทรัมป์จะไม่ยอมให้ประเทศที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจอิหร่านสามารถเข้าถึงระบบการเงินโลกได้โดยไม่มีผลตามมา

เบสเซนต์หยิบแนวคิด “Pascal’s Wager” หรือ “การเดิมพันของแบลส ปาสกาล” นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสมาเปรียบเทียบ โดยชี้ว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอน ประเทศต่างๆ จำเป็นต้องชั่งน้ำหนักว่า ระหว่างความเสี่ยงจากการขัดขืนเตหะราน กับต้นทุนจากการท้าทายวอชิงตัน สิ่งใดจะสร้างความเสียหายต่ออนาคตของตนมากกว่ากัน

สารสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการคว่ำบาตรอิหร่าน แต่เป็นการบังคับให้ประเทศที่สาม “เลือกข้าง” ทางเศรษฐกิจ

ประเทศและบริษัทที่ตัดความสัมพันธ์ทางการเงินและการค้ากับอิหร่าน เบสเซนต์ระบุว่า จะสามารถรักษาและเพิ่มการเข้าถึงเงินทุนโลก เสริมความเชื่อมั่นต่อตลาด และยกระดับสถานะของตนในเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

ในทางกลับกัน ประเทศใดที่ยังทำหน้าที่เป็น “เส้นเลือดทางการเงิน” ให้เตหะราน ก็ต้องเตรียมเผชิญ “การโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจ” ตามไปด้วย โดยเบสเซนต์ใช้ถ้อยคำรุนแรงว่า ประเทศที่กลายเป็นแหล่งพักพิงให้กิจกรรมของอิหร่าน อาจถูกสหรัฐมองเป็น “Global Pariah” หรือรัฐที่ถูกประชาคมโลกตีตัวออกห่าง ซึ่งคำว่า Pariah ที่เบสเซนต์ใช้ แปลว่า นอกคอก, จัณฑาล 

ยุทธศาสตร์ของรัฐบาลทรัมป์ในมุมมองของเบสเซนต์ จึงตั้งอยู่บนการเปลี่ยนสมการความเสี่ยงเดิม ซึ่งประเทศต่างๆ เคยเชื่อว่า “การตอบโต้ของอิหร่านเป็นเรื่องแน่นอน แต่การบังคับใช้มาตรการของสหรัฐยังต่อรองได้” ให้กลายเป็นสมการใหม่ที่ “การท้าทายวอชิงตัน มีต้นทุนสูงจนไม่คุ้มเสี่ยง”

เป้าหมายปลายทางคือการตัด “ทุกเส้นเลือดเศรษฐกิจ” ที่ยังหล่อเลี้ยงรัฐบาลอิหร่าน จนเตหะรานต้องยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยว โดยเบสเซนต์ เชื่อว่า แรงกดดันทางการเงินอย่างเบ็ดเสร็จอาจทำให้สหรัฐไม่จำเป็นต้องพึ่งกำลังทหารเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม เขาทิ้งคำเตือนไว้อย่างชัดเจนว่า หากเศรษฐกิจอิหร่านทรุดลงพร้อมกับอำนาจของรัฐบาล และเตหะรานเลือกตอบโต้ทางทหารต่อกองกำลังสหรัฐหรือประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซีย ประธานาธิบดีทรัมป์ก็พร้อมตอบโต้ “อย่างรวดเร็วและเด็ดขาด”

ทั้งหมดสะท้อนแก่นยุทธศาสตร์ของเบสเซนต์ว่า สหรัฐไม่ได้ต้องการกดดันอิหร่านเพียงประเทศเดียว แต่ต้องการทำให้ “ต้นทุนของการช่วยอิหร่าน” สูงเสียจนไม่มีประเทศ บริษัท หรือสถาบันการเงินใดยอมเสี่ยงเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงเตหะรานอีกต่อไป

คำถามที่เบสเซนต์ โยนไปยังประเทศเหล่านั้นจึงมีเพียงว่า ในวันที่ “คลื่นแห่งความมุ่งมั่นของสหรัฐ” กำลังซัดเข้าฝั่ง พวกเขายังพร้อมเดิมพันอนาคตเศรษฐกิจของตัวเองเพื่ออิหร่านอยู่หรือไม่

อ้างอิง: ft