วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม 2569

Login
Login

สหรัฐเล็งเก็บภาษีจีน 7.5% ปม 'Overcapacity' ผลิตส่วนเกินท่วมโลก

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานอ้างแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องว่า สหรัฐ เตรียมเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจาก "จีน" ในอัตรา 7.5% จากข้อกล่าวหาเรื่อง กำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) ก่อนจะเริ่มการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดี "สี จิ้นผิง" ของจีน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะทำให้อัตราภาษีที่ทรัมป์เรียกเก็บจากจีนในสมัยที่สอง กลับมาอยู่ที่ประมาณ 20% ซึ่งเป็นระดับที่รัฐบาลปักกิ่งเคยระบุว่า สอดคล้องกับข้อตกลงพักรบทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ โดยภาษีเหล่านี้ยังเรียกเก็บเพิ่มเติมจากมาตรการภาษีอื่นๆ ที่บังคับใช้ในสมัยแรกของทรัมป์ และถูกต่ออายุในสมัยรัฐบาลประธานาธิบดีโจ ไบเดน

มาตรการดังกล่าวจะถือเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดของทรัมป์ในการรื้อฟื้น "วาระการค้าแบบกีดกันทางการค้า" หลังศาลฎีกาสหรัฐมีคำตัดสินให้มาตรการภาษีนำเข้าที่ทรัมป์เคยเรียกเก็บจากสินค้าจีนและประเทศอื่นๆ อีกหลายสิบแห่งเป็นโมฆะ (Reciprocal tariffs) แต่ขณะเดียวกัน ก็ยังหลีกเลี่ยงไม่ให้ความขัดแย้งทางการค้ากับจีนทวีความรุนแรงมากเกินกว่าระดับที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไว้

อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวซึ่งไม่เปิดเผยนามย้ำว่า ยังไม่ได้ข้อสรุปสุดท้ายถึง "ตัวเลขอัตราภาษีที่แน่นอน" และยังเป็นที่ทราบกันดีว่าทรัมป์มักเรียกร้องหรือเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของประกาศด้านการค้าในนาทีสุดท้าย

แหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับการหารือระบุว่า หนึ่งในทางเลือกที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคือ การประกาศอัตราภาษีสำหรับจีน "ในระดับที่สูงกว่านี้" แต่ระงับการบังคับใช้บางส่วน เพื่อให้อัตราภาษีที่มีผลจริงลดลงเหลือ 7.5% 

แหล่งข่าวเสริมด้วยว่า รายละเอียดว่าอัตราภาษีส่วนใดจะถูกระงับ และจะระงับเป็นเวลานานเพียงใดนั้น ยังคงอยู่ระหว่างการเจรจา นอกจากนี้ ปักกิ่งและวอชิงตันยังอยู่ระหว่างการหารือเพื่อขยายระยะเวลาสิ่งที่เรียกว่า “ข้อตกลงทางการค้า” ซึ่งมีกำหนดการพักรบทางการค้ากันเป็นเวลา 1 ปี และมีกำหนดจะสิ้นสุดลงในวันที่ 10 พ.ย. นี้

เมื่อเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์ได้เปิดการสอบสวนประเทศคู่ค้ารายใหญ่กว่า 12 ประเทศ ภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974 (Trade Act of 1974) จากข้อกังวลเกี่ยวกับกำลังการผลิตส่วนเกิน ที่เข้าข่ายการค้าไม่เป็นธรรม การสอบสวนดังกล่าวเป็นหนึ่งในสองกระบวนการที่ทีมงานของประธานาธิบดีนำมาใช้เพื่อทดแทนมาตรการภาษีตอบโต้ของทรัมป์ 

จับตาประชุมซัมมิต 24 ก.ย. ที่วอชิงตัน

แหล่งข่าวระบุว่า เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐหวังว่าจะสามารถเผยแพร่ผลการสอบสวนเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกินได้ก่อนที่ทรัมป์และสีมีกำหนดพบกันที่กรุงวอชิงตันในวันที่ 24 ก.ย. อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของรายงานนี้ทำให้เกิด "ความท้าทายในทางกฎหมาย" ตามการเปิดเผยของแหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับเรื่องดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ เจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ให้สัมภาษณ์กับบลูมเบิร์กทีวีเมื่อเดือนก.ค.ว่า การสอบสวนเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกินจะใช้เวลานานกว่าการสอบสวนเรื่องการบังคับใช้แรงงาน เนื่องจากมีความซับซ้อนมากกว่า และความล่าช้าดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับความพยายามที่จะรักษาข้อตกลงพักรบทางการค้ากับปักกิ่ง

ทั้งนี้ แนวทางของรัฐบาลทรัมป์ที่มีต่อจีน ซึ่งเป็นคู่แข่งทางภูมิรัฐศาสตร์สำคัญที่สุดของสหรัฐ แตกต่างอย่างชัดเจนจากท่าทีที่มีต่อพันธมิตรดั้งเดิมรายใหญ่บางประเทศของสหรัฐ

ขณะที่ทรัมป์พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ข้อตกลงพักรบทางภาษีกับจีนต้องสะดุด รัฐบาลของเขากลับเรียกเก็บภาษี 50% ต่อสินค้าจาก "แคนาดา" มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ และยังเคยกล่าวถึงความเป็นไปได้ที่จะยกเลิกข้อตกลงการค้าอเมริกาเหนือ (USMCA) ที่เขาเป็นผู้เจรจาใหม่ในช่วงดำรงตำแหน่งสมัยแรก

ทรัมป์ กำลังสร้างกำแพงภาษีขึ้นมาใหม่หลังจากมาตรการเดิมถูกล้มลง เมื่อศาลฎีกาสหรัฐมีคำตัดสินเมื่อเดือนก.พ.ว่า ภาษี Reciprocal tariffs ที่ทรัมป์ประกาศใช้ภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act ขัดต่อรัฐธรรมนูญสหรัฐ ขณะที่ภาษีทั่วโลกชั่วคราวในอัตรา 10% ซึ่งหมดอายุลงในเดือนก.ค. ก็ถูกศาลการค้าวินิจฉัยเช่นกันว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย

รัฐบาลสหรัฐกำลังใช้ผลการสอบสวนเกี่ยวกับ "การบังคับใช้แรงงาน" และ "กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมส่วนเกิน" ในประเทศคู่ค้าหลายสิบแห่ง (รวมถึงไทย) เป็นเหตุผลรองรับการเรียกเก็บภาษีทั่วโลกรอบใหม่

ในฐานะส่วนหนึ่งของมาตรการดังกล่าว รัฐบาลทรัมป์ได้เรียกเก็บภาษีสินค้าจีนในอัตรา 12.5% เมื่อเดือนก.ค. โดยอ้างว่าจีนดำเนินการไม่เพียงพอในการแก้ไขปัญหาการบังคับใช้แรงงาน แม้ปักกิ่งจะวิพากษ์วิจารณ์มาตรการดังกล่าว แต่ไม่ได้ประกาศมาตรการตอบโต้ โดยระบุแทนว่า วอชิงตันตกลงที่จะจำกัดภาษีเพิ่มเติมต่อสินค้าส่งออกของจีนไว้ไม่เกิน 20% ซึ่งช่วยให้ความเห็นก่อนหน้านี้เกี่ยวกับเพดานภาษีที่มีการหารือกันระหว่างการเจรจาการค้าเมื่อปีที่แล้วมีความชัดเจนมากขึ้น

ย้อนอดีตข้อตกลงที่มาเลเซีย

ก่อนหน้านี้ กระทรวงพาณิชย์จีน ระบุในแถลงการณ์เมื่อเดือนพ.ค.ว่า “เราหวังว่าสหรัฐจะปฏิบัติตามคำมั่น โดยรับประกันว่า ไม่ว่าจะใช้เหตุผลใดในการเรียกเก็บหรือเปลี่ยนมาตรการภาษีต่อจีนในอนาคต อัตราภาษีของสหรัฐต่อจีนจะไม่เกินระดับที่กำหนดไว้ในการหารือทางการค้าที่กรุงกัวลาลัมเปอร์”

ทั้งนี้ มาตรา 301 เปิดทางให้ผู้แทนการค้าสหรัฐภายใต้การกำกับของประธานาธิบดี สามารถเรียกเก็บภาษีเพื่อตอบโต้มาตรการทางการค้าของประเทศอื่นที่สหรัฐเห็นว่าเป็นการเลือกปฏิบัติต่อภาคธุรกิจอเมริกัน หรือละเมิดสิทธิของสหรัฐภายใต้ข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ความพยายามในการบังคับใช้มาตรการภาษีเหล่านี้ก็กำลังเผชิญ "การท้าทายทางกฎหมาย" เช่นกัน

กลุ่มพันธมิตรของ 25 รัฐ ซึ่งรวมถึงนิวยอร์ก แคลิฟอร์เนีย และอิลลินอยส์ ได้ยื่นฟ้องต่อศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐเมื่อต้นเดือนส.ค. นี้ สมทบกับคดีในลักษณะเดียวกันจากกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กที่อ้างว่ามาตรการภาษีดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย

รัฐต่างๆ เหล่านี้กล่าวหาว่า ทรัมป์นำมาตรา 301 มาใช้อย่างไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อทดแทนมาตรการภาษีที่ถูกศาลฎีกาสหรัฐล้มไปแล้ว โดยใช้เหตุผลเรื่องการบังคับใช้แรงงานเป็นข้ออ้าง ในขณะที่รัฐบาลทรัมป์อ้างว่า มาตรการภาษีภายใต้มาตรา 301 มีความชอบด้วยกฎหมาย และบทบัญญัติดังกล่าวได้รับการรับรองจากคำพิพากษาของศาลในอดีต

นอกจากนี้ยังมี "ข้อพิพาทใหม่ๆ" ที่อาจเพิ่มความไม่แน่นอนครั้งใหม่ให้กับการประชุมสุดยอดทรัมป์-สี โดยเมื่อวันจันทร์ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ขู่ว่าจะใช้มาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจกับ "ทุกประเทศที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน" ขณะที่มาตรการจำกัดด้านเทคโนโลยีของสหรัฐเมื่อไม่นานมานี้ ได้กระตุ้นให้ปักกิ่งเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการส่งออกโดรน คว่ำบาตรหน่วยงานของสหรัฐ และเตือนว่าจะใช้มาตรการตอบโต้เพิ่มเติม หากวอชิงตันยังคงเดินหน้ามาตรการดังกล่าวต่อไป

 

ที่มา: Bloomberg