วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม 2569

Login
Login

วิกฤติขาดทุนสายการบิน ‘โลว์คอสต์’ อาเซียน เตรียมลดเที่ยวช่วงโลว์ซีซัน

สายการบินต้นทุนต่ำ (Low-Cost Carrier) ในภูมิภาคอาเซียนยังคงเผชิญมรสุมในช่วงครึ่งปีหลัง เมื่อราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงพร้อมกับค่าเงินท้องถิ่นที่อ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์ 

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า โมเดลธุรกิจของสายการบินต้นทุนต่ำมีข้อจำกัดสำคัญ คือ สัดส่วนต้นทุนด้านน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ในระดับที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับสายการบินที่ให้บริการเต็มรูปแบบ (Full Service) นอกจากนี้ กลุ่มลูกค้าหลักที่มีความอ่อนไหวต่อราคายังทำให้สายการบินมีข้อจำกัดในการปรับขึ้นค่าตั๋ว เพราะอาจกระทบต่อความต้องการเดินทางโดยตรง

นอกจากนี้ วิกฤติครั้งนี้ถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาอัตราแลกเปลี่ยน เมื่อสกุลเงินท้องถิ่นอย่าง บาทไทย ริงกิตมาเลเซีย รูเปียห์อินโดนีเซีย และเปโซฟิลิปปินส์ ต่างอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ สถานการณ์นี้ส่งผลให้ต้นทุนน้ำมันและค่าเช่าเครื่องบิน ซึ่งปกติจะประเมินราคาและซื้อขายกันเป็นสกุลเงินดอลลาร์ปรับตัวสูงขึ้นทันที

“ไตรมาส 2 ที่ผ่านมาถือเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดนับตั้งแต่ยุคหลังโควิด-19” นายไมค์ ซูคส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของสายการบินเซบูแปซิฟิก กล่าว

ยอมรับว่าโดยต้นทุนน้ำมันของบริษัทเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว และบาดแผลนี้ทวีความรุนแรงขึ้นจากเงินเปโซที่อ่อนค่าลงถึง 8% โดยบริษัทต้องทำประกันความเสี่ยง (Hedge) ราคาน้ำมันล่วงหน้าประมาณ 30% ของความต้องการใช้ในไตรมาสที่ 3 ไว้ที่ระดับต่ำกว่า 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพื่อป้องกันความเสี่ยงในระยะสั้น

ผลประกอบการไตรมาส 2 ของ AirAsia จากมาเลเซีย Scoot ซึ่งเป็นสายการบินต้นทุนต่ำของ Singapore Airlines และ Cebu Pacific ของฟิลิปปินส์ แสดงให้เห็นว่าความพยายามที่จะชดเชยต้นทุนน้ำมันที่พุ่งสูงด้วยการปรับขึ้นค่าโดยสารนั้นไม่เป็นผลสำเร็จ

นายคาลวิน ชาน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์ของสายการบินสกู๊ต เปิดเผยกับรอยเตอร์สว่า การปรับขึ้นค่าโดยสารไม่สามารถชดเชยต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้นได้ทั้งหมด ขณะที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยกดดันผลดำเนินการในภาพรวม

โดยในช่วงไตรมาส 2 สกู๊ต ยังคงเพิ่มความจุที่นั่งเพื่อรองรับความต้องการที่แข็งแกร่ง แต่ต้นทุนต่อหน่วยกลับพุ่งขึ้น 21.7% ส่งผลให้ขาดทุนจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นเป็น 25.2 ล้านดอลลาร์ ซึ่งทำให้จุดคุ้มทุนของอัตราบรรทุกผู้โดยสาร (Break-even load factor) ขยับไปแตะระดับ 100% หมายความว่าต้องขายตั๋วให้ได้เต็มทุกที่นั่งจึงจะครอบคลุมต้นทุน เมื่อเทียบกับอัตราส่วนการบรรทุกจริงที่ทำได้ 90.6%

หั่นเที่ยวบินช่วงโลว์ซีซัน หวังฟื้นตัวปลายปี

แอร์เอเชีย เผชิญราคาน้ำมันเครื่องบินเฉลี่ยพุ่งแตะ 183 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล พร้อมบันทึกผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิสูงถึง 82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นายโบ ลินกัม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท AirAsia Aviation Limited ระบุว่า สายการบินกำลังใช้ "แนวทางเชิงกลยุทธ์ที่รอบคอบ" เพื่อปกป้องผลกำไร

โดยระบุในแถลงผลประกอบการว่า ในไตรมาส 3 ซึ่งมักจะเป็นช่วงที่การเดินทางซบเซาที่สุด สายการบินเตรียมแผนที่จะลดความจุที่นั่งลง 20-25% พร้อมทั้งระงับเส้นทางซิดนีย์-กัวลาลัมเปอร์ ตั้งแต่เดือน ต.ค. เป็นต้นไป เพื่อลดต้นทุนและปกป้องผลกำไร โดยมุ่งเป้าที่จะกลับมาฟื้นตัวได้ในช่วงไตรมาส 4

ลินกัม กล่าวว่า ทางสายการบินคาดว่าจะสามารถฟื้นฟูความจุที่นั่งกลับไปสู่ระดับก่อนเกิดสงครามได้ในไตรมาสที่ 4 โดยยอดจองล่วงหน้ามีทิศทางสอดคล้องกับปีที่แล้ว

นายนาธาน จี หัวหน้าฝ่ายวิจัยการขนส่งจาก BofA Global Research วิเคราะห์ว่า แม้ราคาน้ำมันอาจปรับลดลงในอนาคตจะช่วยบรรเทาภาระต้นทุน แต่ก็อาจเป็นตัวจุดชนวนให้สายการบินต่างๆ กลับมาแข่งขันหั่นราคากันอย่างดุเดือดอีกครั้ง โดยเฉพาะเส้นทางบินภายในเอเชียมีความเสี่ยงเป็นพิเศษ เนื่องจากอุปทานของเครื่องบินลำตัวแคบกำลังฟื้นตัวเร็วกว่าเครื่องบินลำตัวกว้าง ซึ่งความจุที่เพิ่มขึ้นนั้นอาจต้องเผชิญกับความต้องการที่อ่อนแอลง

ในขณะที่สายการบินฟูลเซอร์วิสจะรอดพ้นจากสงครามนี้ได้ดีกว่า เพราะมีฐานลูกค้ากลุ่มพรีเมียมคอยหนุน

นายเบรนแดน โซบี นักวิเคราะห์อิสระด้านการบิน กล่าวว่า ภาพรวมระยะสั้นยังคงมืดมน เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่กำลังซื้อครัวเรือน อาจส่งผลให้ชนชั้นกลางในอาเซียนต้องรัดเข็มขัดและลดการเดินทางลง ดังนั้น การคาดหวังถึงการฟื้นตัวในช่วงฤดูท่องเที่ยวปลายปี อาจยังเร็วเกินไปที่จะด่วนสรุปได้ในตอนนี้

ที่มา: Reuters