สำหรับประเทศไทยที่พยายามผลักดันตัวเองให้ขึ้นเป็น “ฮับสินทรัพย์ดิจิทัล” ของภูมิภาค คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นในหมู่นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายคือ "วันนี้อุตสาหกรรมคริปโทไทยพร้อมแค่ไหนแล้ว?"
“ริชาร์ด เทง” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Binance.com อดีตผู้กำกับดูแลระดับสูงของสิงคโปร์ (MAS) ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการการเงินทั้งโลกดั้งเดิมและโลกดิจิทัลมองว่ามี 4 เรื่องสำคัญที่ไทยต้องเร่งสร้างและก้าวข้าม หากต้องการเป็น “ผู้นำ” ในอุตสาหกรรมนี้ ทั้งเรื่องกฎเกณฑ์ชัดเจน การเติบโตของนวัตกรรมทางการเงินอย่าง Tokenization
‘กฎเกณฑ์ชัดเจน’ จุดแข็งนำหน้าหลายประเทศ
เสาเข็มต้นแรกที่เป็นรากฐานสำคัญของความพร้อมในอุตสาหกรรมคริปโทไทยคือ “ความชัดเจนของกรอบการกำกับดูแล”
ริชาร์ดเปรียบเทียบภาพรวมระดับสากลว่า ในขณะที่หลายประเทศทั่วโลกยังคงไม่มีกฎเกณฑ์หรือทิศทางกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลที่ชัดเจน แต่สำหรับไทย ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการวางกฎระเบียบที่เป็นระบบและชัดเจนที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค
“ประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่งยังอยู่ในภาวะสุญญากาศทางกฎหมาย แต่ไทยเรามีกฎเกณฑ์ที่ค่อนข้างชัดเจน แม้จะได้รับการยอมรับว่ามีความเข้มงวดสูง แต่ความชัดเจนว่าอะไรทำได้และอะไรทำไม่ได้นั้น เป็นตัวช่วยสร้างความมั่นใจและความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้ประกอบการและสถาบันการเงินเป็นอย่างมาก”
นอกจากกรอบระเบียบของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่เป็นระบบแล้ว ประเทศไทยยังมีนโยบายสนับสนุนสำคัญอย่าง “มาตรการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ” สำหรับการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งถือเป็นแต้มต่อที่จูงใจและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุนอย่างมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ
Tokenization นวัตกรรมใหม่ บันไดขั้นถัดไปที่ต้องเร่งสร้าง
นอกเหนือจากการเทรดคริปโทเคอร์เรนซีทั่วไปแล้ว ไทยยังมีความพร้อมเรื่องการเปิดรับนวัตกรรมทางการเงินแห่งอนาคต โดยเฉพาะแนวคิดการแปลงสินทรัพย์ในโลกจริงให้อยู่ในรูปของโทเคนดิจิทัล หรือ Tokenization ถือเป็นหนึ่งในเทรนด์ใหญ่ในโลกคริปโท นั่นคือ Real World Assets (RWA)
หากมองการเติบโตของนวัตกรรมนี้ เทรนด์การแปลงสินทรัพย์ดิจิทัลนี้มีแนวโน้มเติบโตแบบก้าวกระโดดทั่วโลก จากการเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่าจากปีที่ผ่านมา จนมีมูลค่าสูงว่า 1 พันล้านดออลาร์
ขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์ระดับโลกหลายแห่งก็กำลังเตรียมนำ “บล็อกเชน” มาขับเคลื่อนการซื้อขายสินทรัพย์ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่ง ก.ล.ต.ไทยเองก็มี "Digital Finance Sandbox" เพื่อสนับสนุนการทดลองในเรื่อง Tokenization และโปรดักต์ทางการเงินใหม่ๆ เช่น กองทุนรวมและโทเคนพันธบัตร
การเปิดรับการทดลองเหล่านี้คือ “จุดเปลี่ยน” สำคัญที่ทำให้ประเทศไทยสามารถขยับขึ้นมาอยู่แถวหน้าของอุตสาหกรรมดิจิทัลไฟแนนซ์ได้
‘เกณฑ์ตึงตัว’ สู่ความท้าทายในการเพิ่มสภาพคล่อง
แม้ว่าประเทศไทยจะมีความโดดเด่นด้านความชัดเจนของกฎระเบียบและวิสัยทัศน์ที่เปิดกว้างผ่านกลไก Sandbox แต่ในอีกด้านหนึ่ง ตลาดในประเทศยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายด้านระดับกิจกรรมทางการเงินและความเคลื่อนไหวที่ชะลอตัวลง
ริชาร์ดเปิดเผยตรงไปตรงมาว่า ภายใต้สภาพตลาดในปัจจุบันค่อนข้างเป็นเรื่องยากที่แพลตฟอร์มคริปโทในไทยจะสร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดด เนื่องจากตลาดในประเทศมีความซบเซาเป็นพิเศษในช่วงวัฏจักรของการปรับฐาน
ปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งเชื่อมโยงกับแนวนโยบายด้านสเตเบิลคอยน์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ยังคงเน้นการกำกับดูแลอย่างรัดกุมและระมัดระวังเป็นพิเศษ และสเตเบิลคอยน์ยังไม่สามารถใช้ชำระเงินหรือทำธุรกรรมทั่วไปภายในประเทศ
ข้อจำกัดนี้นับเป็น “เบรกตัวใหญ่” ถือเป็นความท้าทายเชิงโครงสร้าง เนื่องจากในเวทีการเงินระดับโลก สเตเบิลคอยน์ได้ก้าวเข้ามาเป็นหนึ่งในโครงสร้างสำคัญของการโอนและชำระเงินข้ามพรมแดนแบบเรียลไทม์
เมื่อการประยุกต์ใช้ในประเทศยังคงมีขอบเขตจำกัดตามเกณฑ์เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงิน ผู้ประกอบการและพันธมิตรในอุตสาหกรรมจึงต้องมองหาโมเดลผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่อื่นๆ ควบคู่กันไป ทำให้การหมุนเวียนของสภาพคล่องในระบบนิเวศคริปโทของไทยยังคงอยู่ใน “วงจำกัด” และต้องใช้เวลาในการเติบโต
เรกูเลเตอร์ต้อง ‘กล้าลอง-ขยับไว’ จะได้ไม่ตกขบวน
“ในโลกเทคโนโลยีและการเงินดิจิทัล นวัตกรรมจะเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วมาก หากผู้คุมกฎหรือภาครัฐขยับตัวช้ากว่าประเทศอื่นเพียงก้าวเดียว คุณจะตกเป็นผู้ตามหลังทันที”
หนึ่งในกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกอุตสาหกรรมคริปโทไทยสู่การเป็น “ฮับ” หรือศูนย์กลางของโลกคริปโทในภูมิภาคได้เร็วที่สุดคือ “ความเร็วคือหัวใจสำคัญ” โดยภาครัฐและผู้กำกับดูแลต้องมี “ความกล้าหาญที่จะทดลองและก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว” ร่วมกับภาคเอกชน
“แม้ว่าความปลอดภัยและเสถียรภาพทางการเงินเป็นสิ่งจำเป็น แต่หากนำกฎระเบียบที่ตึงตัวเกินไปมาครอบงำจนปิดกั้นโอกาส ประเทศไทยจะสูญเสียขีดความสามารถการแข่งขันให้แก่ประเทศอื่นในภูมิภาคที่มีความยืดหยุ่นสูงกว่า”
นอกจากนี้ การสร้าง "ความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ" จะเป็นเกราะคุ้มกันสำคัญของฮับคริปโทไทย ท่ามกลางกระแสภัยคุกคามไซเบอร์และ AI Scams ที่ทวีความรุนแรงทั่วโลก
ดังนั้น แพลตฟอร์มและอุตสาหกรรมในไทยต้องร่วมมือกันยกระดับมาตรฐานความโปร่งใสผ่านการพิสูจน์เงินสำรอง และสร้างมาตรการคุ้มครองผู้ใช้งานเชิงรุกเหมือนกองทุน SAFU ของ Binance เพื่อปูพรมระบบนิเวศการลงทุนที่ปลอดภัยและพร้อมดึงดูดเม็ดเงินจากนักลงทุนทั่วโลก
Binance Blockchain Week 2026 ปักหมุดกรุงเทพฯ
ไทยมีความพร้อมอย่างยิ่งในด้าน “วัตถุดิบและฐานราก” ทั้งในแง่ของกฎหมายที่ชัดเจน, โครงสร้างภาษีที่เป็นมิตร, สิทธิประโยชน์ที่ดึงดูด และมุมมองต่อการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินของ ก.ล.ต.
ปัจจัยเหล่านี้ไม่เพียงผลักดันให้ไทยก้าวสู่แถวหน้าของภูมิภาค แต่ยังทำให้กรุงเทพฯ ได้รับเลือกเป็นหมุดหมายสำคัญของเวทีสินทรัพย์ดิจิทัลระดับโลกในงาน Binance Blockchain Week Bangkok 2026 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28–29 พฤศจิกายน 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
งานในปีนี้มาพร้อมกับธีม “EVOLVE” เพื่อสะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของอุตสาหกรรม จากยุคแห่งการทดลองเทคโนโลยี สู่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินดิจิทัลที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวันและภาคธุรกิจ โดยมีหัวข้อหลักที่ครอบคลุมเมกะเทรนด์โลก



