วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม 2569

Login
Login

ตลาดหุ้น ‘ไทย–สิงคโปร์’ คลายเกณฑ์ IPO ล่าบิ๊กดีล ‘เทค–AI’ เข้าตลาด

กระแส AI ทั่วโลกกำลังสร้างโอกาสครั้งสำคัญให้กับตลาด “หุ้นในสิงคโปร์และไทย” โดยผู้บริหารของทั้งสองตลาดหลักทรัพย์ได้ทยอยเปิดตัวแผนริเริ่มใหม่ๆ เพื่อดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีให้เข้ามาจดทะเบียนระดมทุก หรือ IPO

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากตัวเลขการระดมทุนผ่าน IPO ของทั้งสองประเทศตกอยู่ในภาวะซบเซาเมื่อเทียบกับภาพรวมระดับโลก 

 IPO ‘ไทย-สิงคโปร์’ ครึ่งปีแรกซบเซา 

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ SET มีบริษัทเข้าจดทะเบียนเพียง 1 ราย และระดมทุนได้เพียง 10.4 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX) มีหุ้นใหม่เข้าซื้อขาย 5 ราย ระดมทุนรวมได้ 1.05 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 3  หมื่นล้านบาท

 

ตลาดหุ้น ‘ไทย–สิงคโปร์’  คลายเกณฑ์ IPO ล่าบิ๊กดีล ‘เทค–AI’ เข้าตลาด  

ในทางกลับกัน ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษา EY ระบุว่า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีการ IPO รวมกันถึง 247 ราย คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 4.7 หมื่นล้านดอลลาร์ เนื่องจากนักลงทุนมองว่าตลาดหุ้นไทยและสิงคโปร์ยังมีสัดส่วนอุตสาหกรรมดั้งเดิมอย่างการเงินและอสังหาริมทรัพย์สูงเกินไป แต่ยังขาดบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่

SET จ่อหั่นเกณฑ์ Market Cap  รับ ‘New Economy’

อัสสเดช คงสิริ” กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ให้สัมภาษณ์กับ สำนักข่าวนิกเกอิเอเชียว่า SET กำลังเตรียมผ่อนปรนเกณฑ์การเข้าจดทะเบียนเพื่อดึงดูดธุรกิจกลุ่ม "เศรษฐกิจใหม่" New Economy ตั้งแต่อิเล็กทรอนิกส์, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ไปจนถึงหุ่นยนต์ 

หนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือการปรับลดเกณฑ์มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด ขั้นต่ำสำหรับกระดานหลัก จากปัจจุบันที่ 7.5 พันล้านบาท ลงมาเหลือ 3 พันล้าน ถึง 5 พันล้านบาท

นอกจากนี้ ตลท.ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นของสาธารณะไปแล้ว โดยมีแผนยกเลิกข้อกำหนดเดิมที่บังคับให้บริษัทต่างชาติต้องแสดงผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจในประเทศ เช่น การตั้งฐานการผลิตในไทย เพื่อเปิดทางและจูงใจบริษัทข้ามชาติให้เข้ามาจดทะเบียนได้ง่ายขึ้น

 อัสสเดชระบุเพิ่มเติมว่า เป้าหมายคือการดึงดูดกลุ่ม New Economy ที่มีอัตราการเติบโตสูงและเพิ่มความหลากหลายให้กับตลาด พร้อมชี้ว่าไทยกำลังได้รับอานิสงส์จากการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ทั้งการลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Center) และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์  

ทางด้าน ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX) ก็ได้เดินหน้าปฏิรูปตลาดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยได้จับมือกับ Nasdaq จัดตั้งกระดาน "Global Listing Board" ขึ้นใหม่เพื่อรองรับบริษัทที่ต้องการจดทะเบียนควบสองตลาด  

ทั้งในสิงคโปร์และสหรัฐ ซึ่งพุ่งเป้าไปที่บริษัทที่มีฐานในเอเชียและมีเป้าหมายระดับโลก ด้วยเกณฑ์ Market Cap ขั้นต่ำขณะเข้าตลาดที่ 2 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 5.16 หมื่นล้านบาท

‘สิงคโปร์’ จับมือ Nasdaq เปิด Dual Listing

ไมเคิล ซิน  ประธานบริหารของ SGX เผยว่า มีการปรับแก้กฎหมายในสิงคโปร์เพื่อรองรับกระบวนการ Dual IPO ให้เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ และคาดว่าจะเริ่มเห็นบริษัทชุดแรกเข้ามาจดทะเบียนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

นอกจากนี้ เมื่อเดือนก.ค.ที่ผ่านมา SGX ยังได้เปิดตัวใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิงของสิงคโปร์ (SDRs) สำหรับหุ้นระดับโลกอย่าง SpaceX ของอีลอน มัสก์ รวมถึงยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีสัญชาติสิงคโปร์ที่ไปจดทะเบียนในสหรัฐอย่าง Grab และ Sea เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนท้องถิ่นเข้าถึงหุ้นเทคโนโลยีต่างประเทศผ่านกระดาน SGX

ไมเคิล ซิน ย้ำว่า SGX ไม่ได้ตั้งใจจะวิ่งไล่ตามกระแส AI แบบไม่ลืมหูลืมตา แต่ต้องการสร้างตลาดที่สอดคล้องกับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ และพร้อมสนับสนุนด้านเงินทุนหากธุรกิจในโลกแห่งความเป็นจริงต้องการขยายการลงทุนขนาดใหญ่

ศึกชิงเม็ดเงิน AI  หวั่นติดหล่มเรื่อง ‘สภาพคล่อง’

การขยับตัวของไทยและสิงคโปร์ยังเกิดขึ้นท่ามกลางการไหลเข้าของเม็ดเงินลงทุนไปยังตลาดหุ้นจีนและฮ่องกง โดยรายงานเดือนก.ค.ของ EY ระบุว่า มูลค่าการระดมทุน IPO ในฮ่องกงช่วงครึ่งแรกของปี 2026 พุ่งขึ้นกว่า 60% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2025 โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากกลุ่มฮาร์ดเทค โครงสร้างพื้นฐาน AI ชิป หุ่นยนต์ และการผลิตขั้นสูง สวนทางกับกลุ่มดั้งเดิมที่ได้รับความสนใจลดลง

ชาน ยู เคียง (Chan Yew Kiang) หัวหน้าฝ่ายตรวจสอบและบริการการทำ IPO ประจำภูมิภาคอาเซียนของ EY ชี้ว่า ความท้าทายหลักของตลาดหุ้นไทยและสิงคโปร์ในการดึงดูดธุรกิจเทคโนโลยีและ AI คือเรื่องการประเมินมูลค่า และสภาพคล่อง โดยนักลงทุนในตลาดยังไม่คุ้นเคยกับความเสี่ยงและผลตอบแทนของบริษัทเหล่านี้นัก ยกเว้นกลุ่ม Data Center

อย่างไรก็ดี หุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ในทั้งสองตลาดยังคงให้ผลตอบแทนที่โดดเด่น เช่น บริษัท AEM Holdings ผู้ผลิตอุปกรณ์ทดสอบชิปในสิงคโปร์ ที่ราคาหุ้นพุ่งขึ้นเกือบ 500% นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงช่วงกลางเดือนสิงหาคม 

ขณะที่ เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTA ปรับตัวขึ้นมากกว่า 50% ในช่วงเวลาเดียวกัน

สำหรับแนวโน้มในอนาคต SGX เปิดเผยว่ามีบริษัทราว 50 แห่ง ที่กำลังอยู่ระหว่างการเตรียมตัวเข้าจดทะเบียน IPO ซึ่ง 1 ใน 3 เป็นกลุ่มเทคโนโลยี การผลิตขั้นสูง และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยนายไมเคิล ซิน ยืนยันว่าเป็นดีลที่มีการจ้างที่ปรึกษาดำเนินงานจริงไม่ใช่แค่รายชื่อบนกระดาษ นอกจากนี้ ในเดือนก่อนหน้า SGX เพิ่งมีดีลใหญ่อย่าง Foundation Healthcare Holdings ที่ระดมทุนไปได้ถึง 242 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์

ขณะที่ทางฝั่งไทย  อัสสเดช ระบุว่า มีบริษัทเตรียมตัวเข้า IPO ในระยะใกล้นี้ 10 แห่ง ได้รับอนุมัติแล้ว 5 แห่ง และอยู่ระหว่างการพิจารณาอีก 5 แห่ง และคาดว่าจำนวนบริษัทเข้าใหม่ทั้งในกระดาน SET และ mai ปีนี้จะทำได้ไม่ต่ำกว่าสถิติ 18 บริษัท ของปีก่อน 

พร้อมย้ำว่า สิ่งที่ ตลท.ทำได้คือการปรับกฎเกณฑ์ให้มีขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้บริษัทที่มีฐานธุรกิจและรายได้ในไทย เล็งเห็นว่าการระดมทุนในตลาดหุ้นไทยคือทางเลือกที่สมเหตุสมผลที่สุดในระยะยาว

 

อ้างอิง Nikkei Asia