‘ภาษีทรัมป์’ อาจไม่ได้มีแต่ด้านร้ายสำหรับแคนาดา เพราะยิ่งสหรัฐบีบหนักเท่าไร กระแสแยกตัวของ ‘รัฐควิเบก’ จากแคนาดา กลับยิ่งอ่อนแรง และปลุกความเป็นหนึ่งเดียวของแคนาดาให้แข็งแกร่งขึ้นอย่างคาดไม่ถึง
แม้การเจรจาการค้า ระหว่างสหรัฐและแคนาดา “ล่ม” ในนาทีสุดท้าย จนสหรัฐเดินหน้าจัดภาษีให้แคนาดา “สูงถึง 50%” ขณะที่แคนาดาลั่นจะตอบโต้แบบ “ดอลลาร์ต่อดอลลาร์” กลับ
แต่ท่ามกลางความเสียหายทางเศรษฐกิจ กลับมี “ข้อดี” อย่างหนึ่งสำหรับแคนาดา เพราะยิ่งทรัมป์กดดันแคนาดาหนักเท่าไร กระแสต้องการแยกตัวเป็นเอกราชของ “รัฐควิเบก” กลับยิ่งอ่อนแรงลง ชาวควิเบกที่เคยตั้งคำถามว่าจำเป็นต้องอยู่กับแคนาดาต่อไปหรือไม่ กำลังหันมามองว่า การรวมกันไว้ต่างหาก อาจเป็น “เกราะป้องกันที่ดีที่สุด” ในยุคที่ต้องรับมือกับทรัมป์ เมื่อภัยคุกคามภายนอกคืบคลานเข้ามา “ความเป็นหนึ่งเดียวภายใน” ก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น
สำนักข่าวรอยเตอร์สเผยผลสำรวจล่าสุด ซึ่งสะท้อนภาพนี้อย่างชัดเจน เมื่อเสียงสนับสนุนเอกราชของควิเบก “ลดเหลือราว 30%” ต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ขณะที่แม้แต่พรรคแบ่งแยกดินแดน Parti Québécois ยังยอมรับว่า ตราบใดที่ทรัมป์ ยังอยู่ในทำเนียบขาว การลงประชามติแยกประเทศครั้งใหม่ ก็ควรถูกพักเอาไว้ก่อน
ทั้งสงครามภาษี คำขู่ให้แคนาดากลายเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐ และท่าทีแข็งกร้าวของทรัมป์ ได้ปลุกกระแสชาตินิยมแคนาดาขึ้นในควิเบก หลายคนจึงมองว่า การรวมพลังกับส่วนอื่นของประเทศอาจช่วยปกป้องเศรษฐกิจ รวมถึงภาษาและวัฒนธรรมฝรั่งเศสของควิเบกได้ดีกว่าการแยกตัวในเวลานี้
ผลกระทบจากสงครามการค้าเห็นได้ชัดในภาคอุตสาหกรรม หลังสหรัฐเรียกเก็บภาษีเหล็ก จากแคนาดา 50% เมื่อเดือนมิถุนายนปีก่อน โรงงานผลิตสลักเกลียวและอุปกรณ์ยึดในควิเบกของธุรกิจ The Heico Companies สูญเสียคำสั่งซื้อไปราว 1 ใน 3 ภายในเวลาไม่ถึงสัปดาห์ จนต้องหยุดรับพนักงาน ปิดโรงงานในพื้นที่ และปลดพนักงานรวม 140 คน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในควิเบก
แต่แทนที่ความเสียหายทางเศรษฐกิจจะผลักให้ชาวควิเบกหันไปหาเอกราชมากขึ้นเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ครั้งนี้กลับตรงกันข้าม เมื่อแรงกดดันจากสหรัฐกำลังทำให้การอยู่รวมกับแคนาดาดูมีความสำคัญมากกว่าเดิม
แรงกดดันดังกล่าวกำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของ Parti Québécois หรือ PQ พรรคแบ่งแยกดินแดนที่กำลังมีคะแนนนำเล็กน้อยก่อนการเลือกตั้งระดับจังหวัด ซึ่งต้องจัดขึ้นภายในวันที่ 5 ตุลาคม
แม้ PQ ยังคงมีเป้าหมายจัดประชามติเอกราชครั้งที่ 3 หากกลับมาเป็นรัฐบาล แต่พอล แซ็งต์-ปิแอร์ ปลามงดง หัวหน้าพรรคประกาศแล้วว่า การลงประชามติจะไม่เกิดขึ้นตราบใดที่ทรัมป์ยังดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ
ท่าทีดังกล่าวสะท้อนความจริงทางการเมืองว่า แม้ชาวควิเบกอาจไม่พอใจรัฐบาลท้องถิ่นชุดปัจจุบันและพร้อมเลือก PQ แต่ไม่ได้หมายความว่า พวกเขาต้องการแยกประเทศ
ควิเบก เคยเข้าใกล้เอกราชที่สุดในปี 1995 เมื่อประชามติจบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายที่ต้องการอยู่กับแคนาดาต่ออย่างฉิวเฉียด แต่วันนี้ “ปัจจัยทรัมป์” กำลังทำให้การเปิดศึกเรื่องเอกราชอีกครั้งมีความเสี่ยงมากขึ้น
ทรัมป์ ยังไม่เป็นที่นิยมอย่างยิ่งในควิเบก ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีแนวคิดก้าวหน้าที่สุดของแคนาดา ผลสำรวจของ Angus Reid ในเดือนสิงหาคมพบว่า มีชาวควิเบกเพียง 10% ที่มีมุมมองเชิงบวกต่อผู้นำสหรัฐ
แว็งซ็อง แร็งวีล เกษตรกรโคนมรุ่นที่ 4 ในควิเบกมองว่า ปัญหาจากทรัมป์ไม่ได้กระทบเฉพาะควิเบก แต่กระทบทั้งแคนาดาและแทบทุกอุตสาหกรรม
“ถ้าผมสนับสนุนควิเบกที่เป็นเอกราช ผมก็คงไม่อยากพูดถึงเรื่องนั้นในตอนนี้”
ในช่วงเวลาที่ภัยคุกคามจากภายนอกเพิ่มสูงขึ้น “ทรัมป์” จึงกำลังกลายเป็นตัวแปรที่ทำให้หนึ่งในขบวนการแบ่งแยกดินแดนเก่าแก่ที่สุดของโลกตะวันตก ต้องชะลอความฝันลง และอย่างน้อยในเวลานี้ ทำให้ควิเบกเลือกยืนอยู่ข้างแคนาดาแน่นกว่าเดิม
อ้างอิง: reuters



