สำนักข่าว DW รายงานว่า ภาคการเกษตร ของยูเครน กำลังเผชิญวิกฤตจากการถูกรัสเซียโจมตีและปิดล้อมท่าเรือหลักในทะเลดำ ผนวกกับภัยแล้งที่ซ้ำเติมให้การขนส่งทางเลือกต้องหยุดชะงัก ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าสถานการณ์นี้อาจเป็นภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจยิ่งกว่าการบุกโจมตีเต็มรูปแบบในปี 2022 โดยคาดว่ามูลค่าความเสียหายรายปีอาจพุ่งสูงถึง 2.05 หมื่นล้านดอลลาร์
การที่รัสเซียโจมตีเรือพาณิชย์ได้ส่งผลให้ท่าเรือในภูมิภาคโอเดสซาต้องหยุดชะงักโดยสิ้นเชิง ทั้งที่เคยรองรับการส่งออกสินค้าเกษตรยูเครนถึง 90%
ผู้เชี่ยวชาญหลายรายชี้ว่า การปิดล้อมทะเลดำในปัจจุบันถือเป็นภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจของยูเครนที่รุนแรงยิ่งกว่าการบุกโจมตีเต็มรูปแบบของรัสเซียเมื่อปี 2022 เนื่องจากผลผลิตจำนวนมหาศาลไม่สามารถระบายออกสู่ตลาดโลกได้
โอเลก นิเวียฟสกี จากวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์เคียฟ ระบุว่า ปัจจุบันยูเครนมีช่องทางชดเชยความสูญเสียจากการค้าทางทะเลน้อยกว่าช่วงเริ่มต้นสงคราม หากมองไปที่การค้ากับสหภาพยุโรป (อียู) จะพบว่าได้เปลี่ยนจากระบบการค้าเสรีกลับไปสู่ระบอบการค้าก่อนสงคราม ซึ่งเต็มไปด้วยข้อจำกัดทางศุลกากรและโควตา
นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานทางทหารยังไม่ดีนัก ระบบรางของยูเครนมีปริมาณรถไฟวิ่งลดลงถึง 30% จากการถูกโจมตีอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การขนส่งทางถนนก็ติดขัดจากปัญหาขาดแคลนคนขับรถบรรทุก ซึ่งส่วนใหญ่ถูกเกณฑ์ทหารไปร่วมรบ
ความตึงเครียดด้านความมั่นคงส่งผลกระทบอย่างหนักต่อตลาดภายในประเทศ เดนิส มาร์ชุก รองประธานสภาเกษตรกรรมยูเครน เปิดเผยว่า แม้เกษตรกรจะสามารถเก็บเกี่ยวธัญพืชและพืชตระกูลถั่วได้แล้วกว่า 28 ล้านตัน แต่ผลผลิตส่วนใหญ่กลับขายไม่ออก ทำให้ขาดแคลนเงินสดเพื่อนำไปใช้หมุนเวียนและเตรียมเพาะปลูกพืชฤดูหนาวที่จะเริ่มขึ้นในช่วงปลายเดือนสิงหาคม
วิกฤตนี้มีแนวโน้มเลวร้ายลงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวโพด ซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณสูงถึง 33 ล้านตันในปีนี้ ขณะที่ประเทศกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนพื้นที่จัดเก็บสูงถึง 10 ล้านตัน โดยเฉพาะในพื้นที่แนวหน้าที่ไซโลถูกทำลาย เกษตรกรจำนวนมากตัดสินใจทิ้งข้าวโพดไว้ในทุ่งนา เนื่องจากต้นทุนค่าไฟฟ้าในการอบแห้งพุ่งสูงลิ่ว ประกอบกับจุดรับซื้อมีไม่เพียงพอและราคาขายที่ไม่คุ้มทุน
แม็กซิม ฮอปกา นักวิเคราะห์จากสมาคมธุรกิจการเกษตรยูเครน ประเมินว่า ผลผลิตทางการเกษตรในเดือนกรกฎาคมลดลงราว 25% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า เหลือเพียง 3.7 ล้านตัน และคาดว่าจะร่วงลงอีกกว่า 50% ในเดือนสิงหาคม
ขณะเดียวกัน ราคาข้าวสาลีในประเทศก็ดิ่งลงถึง 30-35% ทำให้ฟาร์มหลายแห่งต้องดำเนินธุรกิจแบบขาดทุน กระทรวงนโยบายการเกษตรและอาหารประเมินว่า ความสูญเสียรายปีจากผลผลิตที่ขายไม่ได้อาจสูงถึง 2.05 หมื่นล้านดอลลาร์
แม้รัฐบาลยูเครน จะพยายามอย่างหนักในการหาเส้นทางขนส่งทางเลือก ทั้งทางรถไฟ ทางถนน ผ่านประเทศเพื่อนบ้าน หรือระเบียงส่งออกผ่านมอลโดวา รวมถึงท่าเรือแม่น้ำดานูบ แต่สภาพอากาศที่ร้อนจัดและภัยแล้งรุนแรงได้ลดขีดความสามารถในการขนส่งทางแม่น้ำลงอย่างมาก ขณะที่ระบบรางของยุโรปก็ทำงานเต็มกำลังในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว และการขนส่งทางถนนก็มีต้นทุนที่สูง
จากวิกฤตที่ทับซ้อนกัน นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ปริมาณการส่งออกสินค้าเกษตรของยูเครนจะหดตัวลงอีกราว 9 ล้านตันในช่วงเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม ซึ่งคิดเป็นมูลค่าความสูญเสียสูงถึง 1.9 พันล้านดอลลาร์
ทาราส วิซอตสกี รัฐมนตรีกระทรวงเกษตร ยืนยันว่า ความสำคัญสูงสุดในขณะนี้ยังคงเป็นการร่วมมือกับกองทัพและชาติพันธมิตรเพื่อฟื้นฟูเส้นทางเดินเรือที่ปลอดภัยสู่ท่าเรือในภูมิภาคโอเดสซา เนื่องจากเส้นทางขนส่งทางเลือกอื่นๆ เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวเท่านั้น
อย่างไรก็ดี เพื่อบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้า รัฐบาลได้ตัดสินใจขยายโครงการสินเชื่อให้แก่เกษตรกร และยื่นขอเงินช่วยเหลือมูลค่า 220 ล้านยูโร จากคณะกรรมาธิการยุโรป เพื่อช่วยพยุงธุรกิจการเกษตรขนาดกลางและขนาดย่อมให้สามารถชำระหนี้และดำเนินกิจการต่อไปได้



