เกาหลีใต้ ประเดิมส่งเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ทดลองเดินเรือผ่านเส้นทางอาร์กติก (Arctic route) เป็นครั้งแรกเมื่อวันเสาร์ที่ 22 ส.ค. ที่ผ่านมา เพื่อรับมือกับวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้าทั่วโลก ท่ามกลางความกังวลจากกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมว่าเส้นทางดังกล่าวอาจ เร่งให้วิกฤตน้ำแข็งขั้วโลกละลายทวีความรุนแรงขึ้น รวมถึงความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจนำไปสู่การละเมิดมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย
สำนักข่าว Channel News Asia รายงานว่า กระทรวงมหาสมุทรและการประมงของเกาหลีใต้เปิดเผยว่า เรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ชื่อ "แพนสตาร์ แอคโคร" (PanStar Acro) ได้ออกเดินทางจากท่าเรือปูซาน เมื่อเวลา 21.30 น. ของวันเสาร์ที่ผ่านมา เพื่อมุ่งหน้าสู่ทวีปยุโรป
โดยจะแวะเทียบท่าที่เมืองฟีลิกซ์สโตว์ในอังกฤษ รอตเตอร์ดัมในเนเธอร์แลนด์ และกดัญสก์ในโปแลนด์ ก่อนจะเดินทางกลับ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้นราว 45 วัน เพื่อทดสอบว่าเส้นทางเดินเรือจากการละลายของน้ำแข็งในทะเลนี้ จะมีความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์หรือไม่
การริเริ่มเดินเรือเส้นทางนี้มีสาเหตุหลักมาจากปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่สั่นคลอนเสถียรภาพของการขนส่งทางทะเลทั่วโลก ทำให้รัฐบาลและบริษัทขนส่งต่างๆ ต้องเร่งหาเส้นทางเดินเรือทางเลือก
สถาบันนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศแห่งเกาหลีใต้ ประเมินว่า การใช้เส้นทางอาร์กติกแทนเส้นทางปกติที่ต้องผ่านคลองสุเอซ จะช่วยย่นระยะทางได้ถึง 7,000 กิโลเมตร และร่นระยะเวลาเดินทางได้ราว 10 วัน
นัม แจฮน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาสมุทรฯ ระบุว่า เส้นทางอาร์กติกมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นทางเลือกสำคัญทดแทนเส้นทางในตะวันออกกลาง เนื่องจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
ความเคลื่อนไหวของเกาหลีใต้เกิดขึ้นหลังจากที่จีนเพิ่งส่งเรือสินค้า "ดูไบ ทาวเวอร์" (Dubai Tower) เดินทางผ่านเส้นทางทะเลเหนือ (Northern Sea Route: NSR) เลียบชายฝั่งรัสเซียเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา
มาร์ค ลานเทียจ์น ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอาร์กติกแห่งนอร์เวย์ ชี้ว่าความสำเร็จในการเดินเรือครั้งนี้ จะเป็นการตอกย้ำว่าเส้นทางดังกล่าวเริ่มกลายเป็นระเบียงขนส่งทางทะเลสายรอง ที่เป็นมาตรฐานมากขึ้น และเกาหลีใต้เองก็ไม่ต้องการตกขบวนในการขยายเส้นทางขนส่งดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าเรือของเกาหลีใต้ที่ใช้เส้นทางอาร์กติกอาจมีความเสี่ยงที่จะละเมิดมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกที่มีต่อรัสเซีย ซึ่งปัจจุบันรัสเซียเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงที่แนบแน่นของเกาหลีเหนือ เนื่องจากเรือเหล่านี้จำเป็นต้องจ่ายเงินค่าบริการนำร่องและข้อมูลสภาพอากาศให้กับทางการรัสเซีย
แม้กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้จะปฏิเสธที่จะให้ความเห็นในประเด็นนี้ แต่ วลาดิมีร์ ทิโคนอฟ ศาสตราจารย์ด้านเกาหลีศึกษาจากมหาวิทยาลัยออสโล ชี้ว่า มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐและสหภาพยุโรปไม่ได้มีสถานะเป็นกฎหมายระหว่างประเทศเหมือนกับการคว่ำบาตรขององค์การสหประชาชาติ และด้วยความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ เกาหลีใต้จึงแทบไม่มีทางเลือกอื่นหากเส้นทางนี้พิสูจน์แล้วว่าคุ้มค่าในทางเศรษฐกิจ
ท้ายที่สุด ความพยายามในการบุกเบิกเส้นทางนี้ยังต้องเผชิญกับแรงต่อต้านจากกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่เตือนว่า การสัญจรเส้นทางทะเลเหนือเพิ่มขึ้น จะยิ่งเร่งให้น้ำแข็งในอาร์กติกละลายเร็วขึ้นจากภาวะโลกร้อน
ศูนย์วิทยาศาสตร์พลเมืองเพื่อมหาสมุทร (Paran Ocean Citizen Science Center) ของเกาหลีใต้ ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า หากจะทำให้เส้นทางนี้มีความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ได้อย่างเต็มที่ จำเป็นต้องอาศัยสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นอีกเพื่อให้เรือแล่นผ่านได้โดยไม่ต้องใช้เรือตัดน้ำแข็ง ซึ่งขัดแย้งกับนโยบายการต่อสู้กับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างสิ้นเชิง ส่งผลให้ในปัจจุบัน สายการเดินเรือยักษ์ใหญ่ระดับโลกหลายราย อาทิ CMA CGM, MSC และ Hapag-Lloyd ยังคงประกาศจุดยืนที่จะหลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางเดินเรือผ่านอาร์กติกต่อไป



