วันอาทิตย์ ที่ 23 สิงหาคม 2569

Login
Login

‘Nvidia’ จ่อขึ้นราคาเซิร์ฟเวอร์เอไอทะลุ 15% เซ่นต้นทุนชิปหน่วยความจำพุ่ง

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า Nvidia แจ้งเตือนลูกค้ารายใหญ่ เตรียมปรับขึ้นราคาเซิร์ฟเวอร์ ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) มากกว่า 15% ครอบคลุมถึงระบบที่ใช้ชิปรุ่นใหม่ อย่าง Vera Rubin และ Grace Blackwell สำหรับการจัดส่งในช่วงต้นปีหน้า โดยมีสาเหตุหลักมาจากต้นทุนชิปหน่วยความจำที่พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด

แหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยชื่อระบุว่า บริษัทผู้รับจ้างผลิตเซิร์ฟเวอร์ ให้กับผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์รายใหญ่อย่าง Microsoft, Google และ Oracle ได้ทยอยแจ้งลูกค้าถึงการปรับขึ้นราคาที่กำลังจะเกิดขึ้น

โดยอัตราราคาที่เพิ่มขึ้นจะแตกต่างกันไปตามเจเนอเรชันของชิป Nvidia และรูปแบบการกำหนดค่าหน่วยความจำ ทั้งนี้ ตัวแทนของ Nvidia ยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นใดๆ ต่อรายงานข่าวดังกล่าว

การที่บริษัทผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในอุตสาหกรรมอย่าง Nvidia ไม่สามารถตรึงราคาหรือแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นไว้ได้ สะท้อนอำนาจต่อรองของผู้ผลิตชิปหน่วยความจำอย่าง Samsung Electronics, SK Hynix และ Micron Technology ท่ามกลางความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านเอไอที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Apple และ Qualcomm ก็เพิ่งออกมาระบุเช่นกันว่าจำเป็นต้องขึ้นราคาสินค้าอันเนื่องมาจากปัญหาขาดแคลนชิป

ปัจจุบัน หน่วยประมวลผลของ Nvidia ถือเป็นหัวใจสำคัญของคอมพิวเตอร์ที่ใช้สร้างและรันซอฟต์แวร์เอไอ ซึ่งประสิทธิภาพของชิปเหล่านี้ขึ้นอยู่กับปริมาณหน่วยความจำแบบสุ่มพลวัต (DRAM) ที่นำมาจับคู่ด้วย

โดยบริษัทจากเกาหลีใต้ทั้งสองแห่งและ Micron เป็นผู้ครองสัดส่วนการผลิตชิปประเภทนี้มากที่สุดในโลก แม้บรรดาผู้ผลิตจะเร่งกำลังการผลิตแล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ส่งผลให้ราคาส่วนประกอบเหล่านี้พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก และทำให้ผู้ผลิตมีอิทธิพลในวงการเทคโนโลยีอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

Nvidia ถือเป็นหนึ่งในบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ที่ทำกำไรได้สูงที่สุด โดยสามารถตั้งราคาขายชิปได้หลายหมื่นดอลลาร์ต่อชิ้น เนื่องจากปริมาณการผลิตจาก ไต้หวัน เซมิคอนดักเตอร์ (TSMC) ยังคงตามไม่ทันอุปสงค์ที่หลั่งไหลเข้ามา บริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้น หรือสัดส่วนยอดขายหลังหักต้นทุนการผลิตสูงถึง 75%

ซึ่งแม้เดิมทีชิปเร่งความเร็ว AI จะพัฒนามาจากชิปเกมมิ่งพีซีที่ขายในราคาเพียงหลักร้อยดอลลาร์ แต่ความต้องการที่ไม่หยุดหย่อน ประกอบกับการขาดแคลนตัวเลือกอื่นที่ทัดเทียมในตลาด ทำให้ราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เว็บไซต์ข่าวไอที Tom’s Hardware ยังรายงานเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาว่า Nvidia ได้ปรับขึ้นราคาการ์ดจอสำหรับพีซีเกมมิ่งด้วยเช่นกัน

ปัจจุบัน ลูกค้ารายใหญ่อย่าง Amazon, Microsoft, Google และ Meta ต่างกำลังพัฒนาโปรแกรมชิปภายในองค์กร (In-house chip programmes) ของตนเอง แต่ก็ยังต้องพึ่งพาการซื้อชิปจาก Nvidia เพื่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์อยู่ดี ซึ่งบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้จะพึ่งพาตนเองได้เท่าไร ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาเข้าถึงซัพพลายจาก Samsung, SK Hynix และ Micron ได้มากน้อยเพียงใด

การปรับขึ้นราคาในครั้งนี้มีแนวโน้มที่จะเพิ่มความซับซ้อนให้กับทิศทางอุตสาหกรรมในการผลักดันโครงการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เอไอขนาดใหญ่ เนื่องจากในปัจจุบันหลายโครงการก็กำลังเผชิญกับอุปสรรคที่ยุ่งยากอยู่แล้ว ทั้งจากปัญหาความล่าช้า ภาวะขาดแคลนแรงงาน ตลาดทุนที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงการต่อต้านการพัฒนาจากชุมชนในพื้นที่

ทั้งนี้ ทั่วโลกกำลังจับตาการรายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ของ Nvidia ในสัปดาห์หน้า ซึ่งข้อมูลอัพเดตจากบริษัทมหาชนที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกแห่งนี้ ได้กลายเป็นดัชนีชี้วัดที่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและกลุ่มนักลงทุน ผู้ซึ่งทุ่มเม็ดเงินมหาศาลลงในโครงสร้างพื้นฐานเอไอด้วยความหวังและคำสัญญาที่ว่าเทคโนโลยีนี้จะเข้ามาพลิกโฉมระบบเศรษฐกิจโลก