สำนักข่าว BBC รายงานว่า มาร์ค คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ประกาศเตรียมใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้ากับสหรัฐแบบดอลลาร์ต่อดอลลาร์ (Dollar for dollar) หลังการเจรจาเพื่อยุติข้อพิพาททางเศรษฐกิจล่มลงในนาทีสุดท้ายก่อนเส้นตายคืนวันศุกร์ ส่งผลให้กำแพงภาษีรอบใหม่ที่สหรัฐเรียกเก็บจากสินค้านำเข้าของแคนาดามีผลบังคับใช้ทันทีเมื่อช่วงเที่ยงคืนของวันเสาร์ที่ผ่านมา
ผู้นำแคนาดาระบุว่า สหรัฐเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในนาทีสุดท้ายอย่างไม่เป็นธรรม ไม่คุ้มค่าในทางเศรษฐกิจ และทำให้ข้อตกลงใดๆ หลังจากนี้ต้องหมดความน่าเชื่อถือลงไป จึงสั่งการให้ทีมผู้แทนเจรจาการค้าของแคนาดาเดินทางกลับกรุงออตตาวาทันที แม้จะมีความคืบหน้าที่สำคัญเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ แต่คาร์นีย์ย้ำว่ายังไม่เพียงพอที่จะตอบโจทย์เป้าหมายเพื่อผลประโยชน์ของชาวแคนาดา
ด้าน เจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ ได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า แคนาดาเป็นฝ่ายปฏิเสธที่จะสรุปข้อตกลงตามเงื่อนไขที่เคยเห็นพ้องร่วมกันเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ แม้สหรัฐจะเสนอเงื่อนไขที่ดีที่สุดสำหรับบรรดาผู้ส่งออกรายใหญ่สู่ตลาดสหรัฐแล้ว แต่การที่แคนาดาเพิ่มข้อเรียกร้องใหม่และกลับลำคำมั่นสัญญาเดิม ได้ทำลายสมดุลของการเจรจาที่อุตส่าห์สร้างขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา
เมื่อการเจรจาล่มลง แคนาดาจะต้องเผชิญกับการจัดเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 50% จากรัฐบาลสหรัฐ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งอาศัยกฎหมายยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่อย่าง Tariff Act of 1930 มาบังคับใช้ พุ่งเป้าไปที่สินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่ไวน์ ผลิตภัณฑ์นม ปูนซีเมนต์ เสื้อผ้า ไปจนถึงอุปกรณ์ฮอกกี้ ซึ่งมาตรการนี้จะถูกนำมาบวกเพิ่มจากกำแพงภาษีเดิมที่สหรัฐเรียกเก็บจากสินค้าเหล็ก อะลูมิเนียม รถยนต์ และไม้แปรรูปของแคนาดาอยู่ก่อนแล้ว
ความล้มเหลวครั้งนี้ถือเป็นการพลิกผันอย่างกะทันหัน เนื่องจากตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายต่างแสดงความหวังว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงที่สร้างประโยชน์ร่วมกันได้ โดยก่อนหน้านี้ ทรัมป์ยังได้ระงับการเก็บภาษีสินค้านำเข้ามูลค่าเกือบ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ไว้ชั่วคราวด้วย
ตามรายงานระบุว่า ที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายกำลังหารือเพื่อลดกำแพงภาษีของสหรัฐที่เก็บจากเหล็กและอะลูมิเนียมของแคนาดาลงจาก 50% เหลือ 25% และภาษีรถยนต์จาก 25% เหลือ 15% เพื่อแลกกับการที่รัฐบาลแคนาดาจะยอมยกเลิกคำสั่งแบน และอนุญาตให้นำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของสหรัฐกลับมาวางจำหน่ายในประเทศอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม สหรัฐยังได้ยื่นข้อเรียกร้องให้แคนาดายอมโอนอ่อนในหลายประเด็น ทั้งการยกเลิกภาษีตอบโต้ในหมวดรถยนต์อเมริกัน รวมถึงการปรับโควตาผลิตภัณฑ์นมเพื่อเปิดทางให้ผู้ผลิตชีสของสหรัฐเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น
ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศคู่ค้าสำคัญเริ่มปะทุขึ้นนับตั้งแต่ทรัมป์กลับเข้าสู่อำนาจเมื่อเดือนมกราคมปีที่แล้ว และเดินหน้าใช้นโยบายกำแพงภาษีระดับโลก ซึ่งเป็นการล้มล้างการค้าเสรีระหว่างแคนาดาและสหรัฐที่มีมายาวนานหลายทศวรรษ
ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นได้สร้างความกังวลอย่างหนักต่อภาคธุรกิจและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของทั้งสองฝั่งพรมแดน โดยหอการค้าสหรัฐเตือนว่า กำแพงภาษีที่สูงขึ้นจะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ ดันต้นทุนค่าครองชีพของครอบครัวชาวอเมริกัน ทำลายห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญ และเสี่ยงกระทบต่อการจ้างงานชาวอเมริกันกว่า 13 ล้านตำแหน่งที่พึ่งพาการค้าภายใต้ความตกลงสหรัฐ-เม็กซิโก-แคนาดา (USMCA)
ขณะเดียวกัน ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดโดย Abacus Data ชี้ว่า ชาวแคนาดาราว 36% สนับสนุนให้รัฐบาลใช้มาตรการตอบโต้กำแพงภาษีของสหรัฐ ขณะที่ 30% ต้องการให้รัฐบาลคาร์นีย์เดินหน้าเจรจาต่อไป
อย่างไรก็ตาม การใช้มาตรการตาต่อตาฟันต่อฟันอาจยิ่งสุมไฟความขัดแย้งกับรัฐบาลทรัมป์ให้คุกรุ่นยิ่งขึ้น โดย เจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ ได้กล่าวกับนักข่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า สหรัฐจะไม่ทนต่อการตั้งกำแพงภาษีตอบโต้ และพร้อมที่จะใช้มาตรการจัดการขั้นเด็ดขาดอย่างแน่นอน



