AI กำลังยกระดับ ‘แก๊งสแกมเมอร์’ ให้หลอกเหยื่อได้แนบเนียนและต้นทุนต่ำลง ขณะที่การกวาดล้างในอาเซียน กลับผลักเครือข่ายอาชญากรรมให้ย้ายฐานข้ามประเทศ สู่ศรีลังกาถึงติมอร์-เลสเต กลายเป็นเกม ‘แมวจับหนู’
“AI” กำลังเปลี่ยนโฉมธุรกิจมืดของแก๊งสแกมเมอร์ในอาเซียน ช่วยให้หลอกเหยื่อได้แนบเนียนขึ้น “ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง” ขณะที่การกวาดล้างครั้งใหญ่จากแรงกดดันของสหรัฐ กำลังบีบให้เครือข่ายอาชญากรรมย้ายฐานหนีไปยังประเทศใหม่ๆ จนเกิดเกม “แมวจับหนู” ที่ลุกลามข้ามพรมแดน
เดลฟีน ชานซ์ ผู้แทนประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิกของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ระบุว่า AI ช่วยให้มิจฉาชีพสามารถเลือกเป้าหมายและสื่อสารกับเหยื่อด้วยภาษาของแต่ละประเทศได้ ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงานของศูนย์สแกมลดลงอย่างมาก
เทคโนโลยียังทำให้การแยกแยะระหว่าง “ของจริง” กับ “ของปลอม” ยากขึ้น เช่น การสร้างฉากหลังในการวิดีโอคอลให้ดูเหมือนธนาคารหรือสถานีตำรวจ รวมถึงสร้างภาพและเสียงของบุคคลขึ้นจากข้อมูลของคนจริง เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือในการหลอกเหยื่อ
ความเสียหายกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูล FBI ระบุว่า ความเสียหายในสหรัฐจากการฉ้อโกงออนไลน์ 3 ประเภท รวมถึงการหลอกลงทุน “เพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่า” ระหว่างปี 2564-2568 แตะ 1.03 หมื่นล้านดอลลาร์
เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียเผยว่า ในญี่ปุ่น มีความเสียหายจากการหลอกลงทุนผ่านโซเชียลมีเดีย Romance Scam และการฉ้อโกงประเภทอื่น “เพิ่มขึ้นราว 60%” ในปีที่ผ่านมา แตะ 3.257 แสนล้านเยน หรือประมาณ 2.06 พันล้านดอลลาร์
สถานการณ์ดังกล่าว ทำให้หลายประเทศเร่งกวาดล้างเครือข่ายสแกมเมอร์ โดยกัมพูชาเนรเทศชาวต่างชาติที่ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงถึง 16,000 คนในช่วงครึ่งแรกของปี
ขณะที่ปฏิบัติการเพียง 5 วันในเดือน มิ.ย. เข้าตรวจค้นศูนย์ต้องสงสัย 101 แห่งทั่วกรุงพนมเปญ และมุ่งเป้าไปยังชาวต่างชาติเกือบ 2,000 คน
เมียนมาเองส่งตัวชาวจีนราว 7,600 คนที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงกลับประเทศตามคำร้องขอของรัฐบาลปักกิ่ง
ส่วนจีนระบุว่า ในปีที่ผ่านมา สามารถสกัดกั้นโทรศัพท์ต้องสงสัยได้ราว 3.6 พันล้านสาย และข้อความอีกประมาณ 3.3 พันล้านข้อความ
อย่างไรก็ตาม การปราบปรามกลับทำให้เกิดปรากฏการณ์ “ตีตรงนี้ ย้ายไปตรงอื่น” เครือข่ายอาชญากรรมเริ่มกระจายตัวจากศูนย์ขนาดใหญ่ไปยังสถานที่ที่สังเกตเห็นได้ยากกว่า เช่น คอนโดมิเนียมและห้องพักโรงแรม รวมถึงย้ายฐานออกจากอาเซียนไปยังประเทศอย่าง “ศรีลังกา”
เพียงครึ่งแรกของปี ศรีลังกาจับกุมชาวต่างชาติที่ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงมากกว่า 1,000 คน สูงกว่าจำนวนตลอดทั้งปี 2567 ขณะที่กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีนยอมรับว่า เครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติบางส่วนได้ย้ายฐานจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปยังศรีลังกาแล้ว
แม้แต่ “ติมอร์-เลสเต” ก็เริ่มกลายเป็นฐานปฏิบัติการแห่งใหม่ โดยระหว่างเดือน มิ.ย.-ก.ค. มีการจับกุมชาวต่างชาติราว 350 คนจากหลายประเทศ และพบกรณีผู้ต้องสงสัยใช้โรงแรมเป็นฐาน พร้อมเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านบริการ “ดาวเทียม Starlink” เพื่อก่อเหตุหลอกลวงออนไลน์
การขยายตัวของเครือข่ายเหล่านี้สะท้อนว่า การปราบปรามเพียงประเทศใดประเทศหนึ่งอาจไม่เพียงพอ เพราะเมื่อฐานเดิมถูกปิด กลุ่มอาชญากรรมสามารถย้ายคน เงิน และเทคโนโลยีข้ามพรมแดนได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่เงินที่ได้จากเหยื่อก็มักถูกโอนไปต่างประเทศทันที ทำให้การติดตามและนำเงินกลับคืนทำได้ยาก
โยชิมาสะ โมริกูจิ นักวิจัยอาวุโสจากสถาบัน Japan Research Institute จึงมองว่า การรับมือกับ “สแกมเมอร์ยุค AI” จำเป็นต้องอาศัยทั้งความร่วมมือระหว่างประเทศ ภาครัฐและเอกชน รวมถึงการนำ AI มาใช้ตรวจจับการฉ้อโกง เพื่อไล่ตามเครือข่ายอาชญากรรมที่กำลังใช้เทคโนโลยีเดียวกันเป็นเครื่องมือในการหลอกเหยื่อทั่วโลก
อ้างอิง: nikkei



