สำนักข่าวบลูมเบิร์กวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวของกระทรวงการคลังสหรัฐ ภายใต้การนำของ "สกอตต์ เบสเซนต์" ซึ่งกำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เมื่อเขาตัดสินใจใช้มาตรการเชิงรุกเพื่อแทรกแซงตลาดการเงินมากที่สุดคนหนึ่งในรอบหลายทศวรรษ เป้าหมายหลักคือ การสกัดกั้นไม่ให้ต้นทุนการกู้ยืม หรืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (บอนด์ยีลด์) พุ่งสูงจนเกินควบคุม ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจในภาพรวม
งัดตำราเฮดจ์ฟันด์ แทรกแซงตลาด
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (19 ส.ค.69) กระทรวงการคลังสหรัฐสร้างความประหลาดใจให้ตลาดด้วยการประกาศเพิ่มเป้าหมายการรับซื้อคืนพันธบัตรรุ่นเก่า (Buyback) ที่มีอายุ 10 ถึง 30 ปี ขึ้น "อย่างน้อย 2 เท่า"
ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากช่วงต้นเดือนนี้กระทรวงการคลังได้เปิดทางไปสู่ความเป็นไปได้ที่จะลดการออกหนี้ระยะยาว
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 31 ก.ค.69 เบสเซนต์ได้ดูแลการเข้าซื้อเงินเยนเป็นครั้งแรกโดยทางการสหรัฐ ในรอบ 3 ทศวรรษ ซึ่งเป็นการดำเนินการที่ถูกมองว่าช่วยลดความจำเป็นที่ญี่ปุ่นจะต้องเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ที่ถือครองไว้เพื่อนำมาเป็นทุนในการซื้อเงินเยนของตนเอง
และเมื่อต้นปีนี้ เบสเซนต์ได้ใช้สิ่งที่เรียกว่าการตรวจสอบอัตราแลกเปลี่ยน (rate checks) ซึ่งก็คือ การที่ทางการโทรศัพท์สอบถามอัตราเสนอซื้อขายเงินเยนจากธนาคารต่างๆ ทำให้แม้อดีตเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นยังต้องประหลาดใจ
"เบสเซนต์ถือเป็นรัฐมนตรีคลังที่มีแนวทางแทรกแซงตลาดเชิงรุกมากที่สุด" นายมาร์ก โซเบล อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังสหรัฐ จากกลุ่มวิจัย OMFIF กล่าวและว่า "พฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนมาจากประสบการณ์การทำงานในวงการกองทุนป้องกันความเสี่ยง (Hedge Fund) ในอดีต"
เทียบกลยุทธ์ในอดีต
หลายฝ่ายอดไม่ได้ที่จะนำไปเปรียบเทียบกับผลงานระดับตำนานของ นายเจมส์ เบเกอร์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐในยุค 1980 ซึ่งเป็นโต้โผใหญ่ในการผลักดันข้อตกลง "Plaza Accord" และ "Louvre Accord" ที่สร้างแรงสั่นสะเทือน และพลิกโฉมทิศทางอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศทั่วโลกมาแล้ว
อย่างไรก็ตาม การนำมาเปรียบเทียบกันอาจไม่สามารถทำได้ทั้งหมด เพราะการแทรกแซงตลาดในยุคปัจจุบันเผชิญกับเงื่อนไขที่ซับซ้อนกว่า ทั้งในมิติประวัติศาสตร์ โครงสร้างทางเศรษฐกิจยุคใหม่ และปัจจัยแวดล้อมของตลาดการเงินโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
นายแบรด โกลดิง ผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอของ Christofferson Robb & Co กล่าว นั่นเป็นการอ้างอิงถึงเทคนิคของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ในการส่งคำสั่งซื้อไปยังผู้ค้าปลีกรายใหญ่ทั้งหมดในเวลาเดียวกัน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในตลาด
ตามหน้าประวัติศาสตร์ ในฐานะผู้ดูแลเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐมักจะสงวนท่าที และจะดำเนินมาตรการเข้าแทรกแซงตลาดครั้งใหญ่เฉพาะในช่วงที่เกิดวิกฤติเท่านั้น เช่น การบริหารโครงการช่วยเหลือในช่วงวิกฤติการเงินโลก การอัดฉีดสภาพคล่องในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 หรือการเป็นผู้นำเข้าไปอุ้มตลาดเกิดใหม่หลายแห่งในช่วงทศวรรษ 1990
ทว่า การกระทำของนายเบสเซนต์ในขณะนี้ กลับมีความแตกต่างออกไป เพราะเป็นการเข้าแทรกแซงตลาดโดยที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากวิกฤติ หรือสภาวะตลาดที่ปั่นป่วนเป็นพิเศษแต่อย่างใด
ฉีกธรรมเนียมคลัง ส่งสัญญาณการเมืองก่อนเลือกตั้ง
ตามธรรมเนียมปฏิบัติ กระทรวงการคลังสหรัฐ ยึดมั่นในหลักการออกพันธบัตรแบบ "สม่ำเสมอ และคาดการณ์ได้" เพื่อป้องกันไม่ให้นักลงทุนตื่นตระหนก ซึ่งตัวนายเบสเซนต์เองก็เคยกล่าวสนับสนุนแนวทางนี้ พร้อมระบุว่าภารกิจของตนคือ การเป็นผู้เสนอขายพันธบัตรอันดับหนึ่งของประเทศ และต้องการเห็นอัตราผลตอบแทนอยู่ในระดับต่ำ แต่การเดินเกมล่าสุดกลับกลายเป็นการฉีกกรอบเดิมอย่างสิ้นเชิง
นายเกรกอรี ฟาราเนลโล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์จาก AmeriVet Securities อธิบายว่า การขยับตัวครั้งนี้สื่อสารชัดเจนว่า ทางการต้องการหยุดการพุ่งขึ้นของบอนด์ยีลด์ให้ได้
สาเหตุที่วอชิงตันต้องเร่งมือ เนื่องจากบอนด์ยีลด์อายุ 10 ปีที่ปรับตัวสูงขึ้น ได้ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน และต้นทุนเงินกู้ในระบบทรงตัวอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งรัฐสภาสหรัฐ ในเดือนพ.ย. นี้
อย่างไรก็ตาม ท่าทีดังกล่าวถูกตั้งข้อสังเกตว่าคล้ายคลึงกับสิ่งที่ นางเจเน็ต เยลเลน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เคยทำ ซึ่งในเวลานั้น นายเบสเซนต์, นายสตีเฟน มิราน และ นายนูเรียล รูบินี นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง ต่างเคยออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นการใช้ "การออกหนี้เชิงรุก" (Activist Treasury Issuance) เพื่อหวังผลกระตุ้นเศรษฐกิจทางการเมือง
นอกจากนี้ การแทรกแซงของคลังสหรัฐ ยังสวนทางกับแนวทางของ นายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ต้องการลดการชี้นำตลาด และปล่อยให้กลไกราคาทำหน้าที่ตอบสนองตามสภาวะความเป็นจริง
นักวิเคราะห์ชี้แก้ผิดจุด ต้นตอคือ หนี้ 1.8 ล้านล้าน
แม้มาตรการซื้อคืนพันธบัตรจะช่วยให้บอนด์ยีลด์อายุ 10 ปี และ 30 ปี ปรับตัวลดลงได้ในระยะสั้น แต่นักเศรษฐศาสตร์มองว่าไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ยั่งยืน
นายโรบิน บรูกส์ นักวิชาการอาวุโสจาก Brookings Institution ชี้ว่า รัฐบาลกำลังพยายามบิดเบือนกลไกตลาด และเส้นอัตราผลตอบแทน (Yield Curve) แทนที่จะแก้ปัญหาที่ต้นตอคือ การควบคุมยอดขาดดุลงบประมาณ
ปัจจุบัน ยอดขาดดุลงบประมาณของสหรัฐ ในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2026 พุ่งสูงถึง 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีภาระหลักจากรายจ่ายสวัสดิการสังคม โครงการประกันสุขภาพ ดอกเบี้ยหนี้สาธารณะ และงบประมาณด้านกลาโหมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นายกาย มิลเลอร์ หัวหน้านักกลยุทธ์จาก Zurich Insurance เตือนว่า การแทรกแซงจะได้ผลเพียงชั่วคราว หากรัฐบาลยังไม่หยุดนโยบายการใช้จ่ายที่เกินตัว ขณะที่ นายปีเตอร์ บุควาร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Onepoint Bfg สรุปว่า การเปิดศึกแทรกแซงพร้อมกันทั้งตลาดพันธบัตร และตลาดปริวรรตเงินตรา ถือเป็นการต่อสู้ที่ยากลำบากอย่างยิ่งสำหรับกระทรวงการคลังสหรัฐ
ดอลลาร์ร่วงต่ำสุดรอบ 3 เดือน - เยนพลิกฟื้น
สำหรับผลลัพธ์ในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน แม้ในช่วงเดือนส.ค. นี้ เงินเยนจะเริ่มลดทอนแรงบวกที่ได้จากการแทรกแซงรอบก่อนลงไปบ้าง แต่เมื่อบอนด์ยีลด์สหรัฐ ปรับตัวลดลงหลังการประกาศซื้อคืนพันธบัตร ก็กลายเป็นแรงหนุนส่งให้ค่าเงินเยนพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
ขณะเดียวกัน การปรับลดลงของอัตราดอกเบี้ย และบอนด์ยีลด์สหรัฐ ยังกดดันให้ดัชนีดอลลาร์ (Bloomberg Dollar Spot Index) ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน
ที่มา: Bloomberg
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์



