วันศุกร์ ที่ 21 สิงหาคม 2569

Login
Login

ทำไมชาวจีน ‘มองบวก’ AI แต่อเมริกันกลับ ‘ระแวง’

ท่ามกลางศึกจีน-สหรัฐที่กำลังเดือดเพื่อชิงบัลลังก์ผู้นำ AI ประชาชนสองชาติกลับมองเทคโนโลยีนี้ต่างกันคนละขั้ว เมื่อชาวจีนทั้ง ‘ตื่นเต้นและเชื่อมั่น’ ใน AI มากกว่า จากประสบการณ์ที่เทคโนโลยีเคยพลิกชีวิต ความเชื่อมั่นว่ารัฐเอาบิ๊กเทคอยู่ และความกลัวที่จะตกขบวน AI

แม้ “จีน” และ “สหรัฐ” กำลังขับเคี่ยวเพื่อชิงความเป็นผู้นำโลก AI แต่สิ่งหนึ่งที่สองประเทศแตกต่างกันอย่างน่าประหลาดกลับไม่ใช่จำนวนโมเดล เงินลงทุน หรือชิปประมวลผล หากแต่เป็น “ความรู้สึกของประชาชน” ที่มีต่อเทคโนโลยีแห่งอนาคตนี้

เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เสียงโห่ดังขึ้นกลางพิธีรับปริญญาของมหาวิทยาลัยแอริโซนา หลัง “เอริก ชมิดต์” อดีตซีอีโอ Google ขึ้นกล่าวถึง “ประโยชน์มหาศาล” ที่ปัญญาประดิษฐ์จะนำมาสู่โลก

ในอีกฟากหนึ่งของโลก ภาพกลับแตกต่างออกไป สื่อของรัฐบาลจีนกำลังนำเสนอเรื่องราวของนักเรียนที่กระตือรือร้นเรียนรู้และนำ AI มาใช้ในห้องเรียน ขณะที่หลายเมืองเดินหน้าผลักดันการศึกษา AI ตั้งแต่ระดับโรงเรียน

ความแตกต่างนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในห้องประชุมหรือห้องเรียน แต่ปรากฏชัดในผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน

ข้อมูลจาก Stanford University’s AI Index พบว่า ชาวจีนถึง 84% รู้สึก “ตื่นเต้น” กับ AI ซึ่งสูงที่สุดในบรรดาประเทศที่สำรวจ ขณะที่ชาวอเมริกันมีสัดส่วนเพียง 38%

อีกผลสำรวจหนึ่งพบช่องว่างในทิศทางเดียวกัน โดยชาวจีน 72% ระบุว่า เชื่อมั่นใน AI เทียบกับชาวอเมริกันเพียง 32%

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “ทำไมคนจีนไม่กลัว AI” เพราะในความเป็นจริง คนจีนก็กังวลทั้งเรื่องการหลอกลวง Deepfake ความมั่นคงในการทำงาน และอนาคตของลูกหลาน เช่นเดียวกับคนในประเทศอื่น

ความแตกต่างที่แท้จริงอาจอยู่ที่คำถามอีกข้อหนึ่ง นั่นคือ ผู้คนเชื่อหรือไม่ว่า “ประโยชน์จาก AI จะตกมาถึงตัวเอง”

สหรัฐได้ยินเรื่อง ‘AI แย่งงาน’ แต่จีนได้ยินเรื่อง ‘AI เพิ่มผลิตภาพ’

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า บทสนทนาเรื่อง AI ในสหรัฐเต็มไปด้วยคำเตือนเกี่ยวกับอนาคตของแรงงาน โดยคาเรน ฮ่าว นักข่าวด้านเทคโนโลยี ถึงกับเปรียบความเชื่อของกลุ่มผู้สนับสนุน AI ในซิลิคอนวัลเลย์ว่า เกือบมีลักษณะ “กึ่งศาสนา” จากความเชื่อว่า เครื่องจักรจะก้าวข้ามความสามารถของมนุษย์และเข้ามาทำงานแทนคนจำนวนมาก

ดาริโอ อโมเดอี ซีอีโอของ Anthropic เคยเตือนว่า AI อาจทำให้ “งานออฟฟิศระดับเริ่มต้น” หายไปถึงครึ่งหนึ่ง ขณะที่อีลอน มัสก์ เคยคาดการณ์ถึงโลกในอนาคตที่อาจเดินไปถึงจุดที่ “ไม่จำเป็นต้องมีงาน” อีกต่อไป

เมื่อคำเตือนเช่นนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาหลัก จึงไม่น่าแปลกที่ชาวอเมริกันจำนวนมากจะมอง AI ผ่านคำถามว่า “งานของฉันจะหายไปหรือไม่?”

ขณะเดียวกัน จีนเองก็ไม่ได้ปราศจากความกังวลเรื่องนี้ การสำรวจอย่างไม่เป็นทางการในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบาย AI ของจีนโดยแมตต์ ชีแฮน จาก Carnegie Endowment for International Peace พบว่า “การจ้างงาน” ซึ่งเคยเป็นความกังวลอันดับ 6 เมื่อต้นปี 2567 ขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 2 เมื่อต้นปี 2569

กระแสต่อต้านรถแท็กซี่ไร้คนขับในเมืองอู่ฮั่นเป็นหนึ่งในสัญญาณสำคัญ คนขับแท็กซี่บางส่วนกล่าวหารถ Robotaxi ว่า กำลังเข้ามา “แย่งชามข้าว” หรือทำลายช่องทางทำมาหากินของพวกเขา

อย่างไรก็ตาม ความกังวลยังไม่ได้กลบความรู้สึกยอมรับ AI ของสังคมจีน

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโครงสร้างตลาดแรงงานของสองประเทศแตกต่างกันอย่างมาก เกือบ 80% ของแรงงานอเมริกันอยู่ในภาคบริการ ขณะที่จีนอยู่ที่ประมาณ 46% ซึ่งประชากรหนึ่งในห้ายังคงทำงานในภาคเกษตรกรรม นั่นหมายความว่า ผลกระทบโดยตรงจาก AI ต่อแรงงานจีนในปัจจุบัน จึงอาจยังไม่กว้างเท่ากับในสหรัฐ

ขณะเดียวกัน บริษัท AI ของจีนก็พูดถึงอนาคตในภาษาที่แตกต่างออกไป แม้บริษัทอย่าง Z.ai, Moonshot และ DeepSeek ต่างมีเป้าหมายไปสู่ AGI หรือปัญญาประดิษฐ์ที่มีความสามารถระดับทั่วไปใกล้เคียงหรือเหนือมนุษย์ แต่บทสนทนามักเน้นว่า AI จะช่วย “เพิ่มผลิตภาพ” ยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้ และรับภาระงานน่าเบื่อแทนมนุษย์

ไคล์ ชาน จาก Brookings Institution เคยอธิบายความแตกต่างนี้อย่างน่าสนใจว่า จีนเป็นประเทศที่ “AI-pilled แต่ไม่ได้ AGI-pilled” กล่าวคือ สังคมจีนหลงใหลและพร้อมใช้ AI แต่ไม่ได้หมกมุ่นอยู่กับภาพอนาคตที่ AGI จะเข้ามาแทนที่มนุษย์ทุกด้าน

คนจีนมี ‘ความทรงจำ’ ต่อเทคโนโลยีไม่เหมือนคนอเมริกัน

อีกปัจจัยที่สำคัญกว่าเรื่องเทคโนโลยีเสียอีก คือ “ความทรงจำ” สำหรับชาวจีนจำนวนมาก แนวคิดที่ว่า AI จะทำให้ชีวิตดีขึ้นหรือทำให้พวกเขาร่ำรวยขึ้น ไม่ได้ฟังดูเป็นเพียงคำโฆษณา เพราะพวกเขาเคยเห็นเทคโนโลยีเปลี่ยนชีวิตมาแล้ว

ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา จีนผ่านการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ระบบชำระเงินผ่านมือถือ อีคอมเมิร์ซ พัสดุราคาถูก วิดีโอสั้น บริการส่งอาหาร ไปจนถึงเศรษฐกิจแพลตฟอร์มที่เปิดช่องทางให้แรงงานจากชนบทเข้ามาหางานในเมือง

สำหรับคนจีนในพื้นที่ชนบทหรือภูเขาหลายแห่ง สมาร์ตโฟนไม่ได้หมายถึงเพียงความสะดวก แต่หมายถึงการเข้าถึงสินค้า เงินกู้ขนาดเล็ก ความรู้ และโอกาสทางเศรษฐกิจที่ก่อนหน้านี้เข้าถึงได้ยาก

ในปัจจุบัน ประชากรจีน “ประมาณ 80%” ใช้สมาร์ตโฟน ขณะที่ช่วงเวลาที่เทคโนโลยีแพร่กระจายไปทั่วประเทศเกิดขึ้นพร้อมกับช่วงที่รายได้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างมาก และรัฐบาลจีนประกาศในปี 2564 ว่าสามารถขจัดความยากจนขั้นรุนแรงได้ทั่วประเทศ

แม้ไม่อาจสรุปได้ว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นสาเหตุโดยตรงของการเพิ่มขึ้นของรายได้ แต่เมื่อสองสิ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ผู้คนย่อมมีแนวโน้มเชื่อมโยงมันเข้าด้วยกัน

พูดง่ายๆ คือ สำหรับคนจีนจำนวนมาก “เทคโนโลยี” อยู่ในความทรงจำเดียวกับคำว่า “ชีวิตที่ดีขึ้น”

ประสบการณ์ของอเมริกาไม่เหมือนกัน

สำหรับชาวอเมริกัน เทคโนโลยีในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาไม่ได้สร้างความรู้สึกแบบเดียวกัน เพราะสหรัฐเริ่มต้นจากจุดที่ร่ำรวย และมีโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการบริโภคอยู่แล้ว
ก่อนยุคสมาร์ตโฟนและอีคอมเมิร์ซ ชาวอเมริกันมีห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ บัตรเครดิต ระบบไปรษณีย์ที่มีประสิทธิภาพ และการเข้าถึงสินค้าอย่างกว้างขวางอยู่ก่อนแล้ว

อีคอมเมิร์ซจึงเป็นการเพิ่ม “ความสะดวก” เข้าไปบนสังคมที่มีความอุดมสมบูรณ์อยู่แล้ว มากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนจาก “ความขาดแคลน” ไปสู่ “ความมั่งคั่ง”

ดารา โคสโรว์ชาฮี ซีอีโอของ Uber เคยอธิบายปรากฏการณ์นี้ว่า น่าเหลือเชื่อที่สิ่งมหัศจรรย์กลายเป็นเรื่องธรรมดาได้รวดเร็วเพียงใด

ที่สำคัญ เรื่องราวเกี่ยวกับการรับรู้เทคโนโลยีที่ครองพื้นที่สาธารณะในสหรัฐตลอดทศวรรษที่ผ่านมา กลับเต็มไปด้วยด้านมืด ตั้งแต่ผลกระทบของโซเชียลมีเดียต่อวัยรุ่น ปัญหาข้อมูลเท็จ ความเป็นส่วนตัว ไปจนถึงการเปิดโปงระบบสอดแนมข้อมูลประชาชนของเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน

ชาวจีนเชื่อว่า ‘รัฐเอาอยู่’ แต่อเมริกันกลัวว่า ‘คุมบิ๊กเทคไม่ได้’

ความแตกต่างอีกประการหนึ่งอยู่ที่คำถามว่า ประชาชนเชื่อว่า “ใครมีอำนาจเหนือบริษัทเทคโนโลยี”

ในสหรัฐ เส้นแบ่งระหว่างอำนาจรัฐ เงินทุน และบริษัทเทคโนโลยีอาจ “ดูพร่ามัว” ในสายตาประชาชน ผู้บริหารเทคโนโลยีบริจาคเงินทางการเมือง นักลงทุนร่วมทุนเข้าไปมีตำแหน่งในรัฐบาล ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีทุ่มเงินมหาศาลในการล็อบบี้นโยบาย

ภาพที่เกิดขึ้นจึงคล้ายกับว่า “กรรมการและผู้เล่นอยู่ในห้องแต่งตัวเดียวกัน”

นั่นทำให้ความกลัว AI ของชาวอเมริกันไม่ได้มีเพียงคำถามว่า เทคโนโลยีจะทรงพลังเพียงใด แต่รวมถึงคำถามว่า หากบริษัท AI มีอำนาจมากเกินไป “รัฐบาลจะกล้าหยุดพวกเขาหรือไม่”

ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลจีนกลับมีอำนาจ “เหนือกว่า” กลุ่มทุน 

กรณีของมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลสูงอย่าง “แจ็ก หม่า” เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เมื่อบริษัทแพลตฟอร์มที่ถูกมองว่ามีพฤติกรรมผูกขาดสามารถถูกลงโทษอย่างหนัก และเมื่อรัฐบาลจีนประกาศนโยบาย “ความมั่งคั่งร่วมกัน” บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่จีนต่างน้อมรับนโยบาย และทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์ให้กับโครงการที่สอดคล้องกับนโยบายดังกล่าว

ในสายตานักลงทุนและผู้ประกอบการจีน อาจกังวลกับอำนาจของรัฐ โดยเฉพาะหลังการปราบปรามบริษัทเทคโนโลยีครั้งใหญ่ในช่วงต้นทศวรรษ 2020

แต่ในสายตาประชาชนทั่วไป สิ่งนี้กลับสร้างความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง นั่นคือ ต่อให้บริษัทเทคโนโลยีทรงอำนาจมากเพียงใด ก็ยังมี “ใครบางคนที่ใหญ่กว่า” คอยควบคุมอยู่

ยิ่งกลัวตกขบวน ยิ่งต้องรีบใช้ AI

การเปิดรับ AI ของคนจีนไม่ได้เกิดจากการมองโลกในแง่ดีเพียงอย่างเดียว แต่อีกแรงผลักสำคัญคือ ความกลัวว่าจะตามคนอื่นไม่ทัน

สังคมจีนมีคำว่า “内卷” หรือ “Involution” ใช้อธิบายการแข่งขันที่ทุกคนต้องพยายามหนักขึ้น เพียงเพื่อรักษาตำแหน่งเดิมของตัวเองไว้ และ AI กำลังเข้าสู่วงจรเดียวกัน

หลายเมือง เช่น หางโจวและปักกิ่ง ผลักดันวิชา AI เข้าโรงเรียน ขณะที่ผู้ปกครองเร่งส่งลูกเรียน AI เพื่อไม่ให้เสียเปรียบในการแข่งขัน หลังการมาถึงของ DeepSeek กระแสยิ่งรุนแรงขึ้น หลักสูตรสอนเขียน Prompt ผุดขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ตัว AI ถูกนำไปใช้ตั้งแต่โทรศัพท์ รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ไปจนถึงโรงพยาบาล

ดังนั้น ความวิตกกังวลต่อ AI จึงเกิดขึ้นทั้งในจีนและสหรัฐ แต่ถูกแปลงเป็นพฤติกรรมที่ต่างกัน ในสหรัฐ ความกลัวนำไปสู่เสียงเรียกร้องเรื่องกฎระเบียบและการปกป้องแรงงาน 

ขณะที่ในจีน ความกลัวกลับเร่งให้คนเรียนรู้และนำ AI มาใช้ เพราะหาก AI กำลังจะเปลี่ยนโลก การไม่ใช้มันอาจน่ากลัวยิ่งกว่าการใช้มัน

นี่คือหัวใจของช่องว่างระหว่างสองประเทศ คนอเมริกันจำนวนมากจดจำเทคโนโลยีผ่านปัญหาเรื่องอำนาจของบิ๊กเทค ความเป็นส่วนตัว ความเหลื่อมล้ำ และความเสี่ยงต่อการจ้างงาน ส่วนคนจีนจำนวนมากจดจำเทคโนโลยีในฐานะสิ่งที่เคยเพิ่มรายได้ ความสะดวก และเปิดโอกาสใหม่ในชีวิต

ท้ายที่สุด สิ่งที่กำหนดว่าผู้คนจะ “ต้อนรับ” หรือ “หวาดระแวง” AI อาจไม่ใช่แค่ว่าเทคโนโลยีนี้ทรงพลังหรืออันตรายเพียงใด แต่คือ พวกเขาเชื่อหรือไม่ว่า เมื่อ AI เปลี่ยนโลก ชีวิตของตัวเองจะดีขึ้นไปพร้อมกับสิ่งนี้

อ้างอิง: bloombergguardianyahoo