วันอังคาร ที่ 18 สิงหาคม 2569

Login
Login

วิกฤติเทขาย 'บอนด์' ทั่วโลก ดันต้นทุนกู้ยืมระยะยาวพุ่งสูงสุดรอบทศวรรษ

ตลาดตราสารหนี้ทั่วโลกกำลังเผชิญกับคลื่นลมมรสุมครั้งใหญ่ โดยเฉพาะ “กลุ่มพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว”  หลังจากที่นักลงทุนกังวลเรื่อง   เงินเฟ้อที่ยังคงยืดเยื้อ ไปจนถึงกระแสการลงทุนในเทคโนโลยี AI ที่ขับเคลื่อนด้วยการกู้ยืม  ซึ่งกำลังบีบให้รัฐบาลทั่วโลกต้องแบกรับต้นทุนการกู้ยืมเงินที่แพงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 'บอนด์ยีลด์' ทุบสถิติรอบหลายปี

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล  หรือ “บอนด์ยีลด์” ในตลาดสำคัญๆ กำลังพุ่งขึ้นพร้อมกันแทบทุกภูมิภาค  

วิกฤติเทขาย 'บอนด์' ทั่วโลก  ดันต้นทุนกู้ยืมระยะยาวพุ่งสูงสุดรอบทศวรรษ

  • สหรัฐอเมริกา

 บอนด์ยีลด์รัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปี ปรับขึ้นเกือบ 40 เบสิสพอยต์ จากสิ้นเดือนมิ.ย. แตะระดับ 5.32% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงกลางปี 2007

  • ฝรั่งเศสและเยอรมนี 

ต้นทุนการกู้ยืมของฝรั่งเศสพุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2008 ที่ระดับ 4.87%

ขณะที่ บอนด์ยีลด์ของเยอรมนีขยับขึ้นไปเทียบเท่าระดับปี 2011

  • สหราชอาณาจักร  

บอนด์ยีลด์ อายุ 30 ปี กำลังไต่ระดับเข้าใกล้ 6% มาอยู่ที่ 5.81%

  • ญี่ปุ่น 

 JGB บอนด์ยีลด์รุ่นอายุใกล้เคียงกันขยับขึ้นเกือบแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ที่ระดับ 4.07%

ขณะเดียวกันบลูมเบิร์กรวบรวมข้อมูลและพบว่า  อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยของพอร์ตพันธบัตรรัฐบาลระดับน่าลงทุน หรือ Investment grade  ทั่วโลก ได้พุ่งขึ้นแตะระดับเกือบ 4.5% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการจัดเก็บข้อมูลในปี 2015 

วิกฤติเทขาย 'บอนด์' ทั่วโลก  ดันต้นทุนกู้ยืมระยะยาวพุ่งสูงสุดรอบทศวรรษ

3 ปัจจัยเชิงโครงสร้าง ‘ภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อ และวินัยการคลัง’

แม้ว่าแต่ละประเทศจะมีปัจจัยเฉพาะตัวภายใน แต่แรงขับเคลื่อนหลักที่ดันให้อัตราผลตอบแทนพุ่งขึ้นนั้นมาจากปัจจัยเชิงโครงสร้างระดับโลก 

ประการแรกคือ “ภูมิรัฐศาสตร์” ความกังวลว่าการแบ่งขั้วของระเบียบโลกจะทำให้เศรษฐกิจมีความเสี่ยงต่อภาวะช็อกด้านอุปทาน   ประกอบกับราคาน้ำมันและพลังงานที่พุ่งขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง 

ถือเป็นแรงกดดันให้เกิดปัจจัยที่ 2 คือ ต้องเผชิญ “เงินเฟ้อ” ที่ยาวนานกว่าปกติ  สถานการณ์นี้ ยิ่งตอกย้ำการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด และธนาคารกลางหลักต่างๆ จะดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อไป

ประการที่ 3 คือ “วินัยการคลัง” นักลงทุนมีความกังวลต่อการใช้จ่ายภาครัฐ โดยมองว่ารัฐบาลต่างๆ ขาดวินัยในการควบคุมงบประมาณ  ส่งผลให้ต้อง “ตรึงดอกเบี้ย” ให้อยู่ในระดับสูงต่อไปอีกนาน 

สถานการณ์นี้สร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อรัฐบาลสหรัฐ ทั้งโดนัลด์ ทรัมป์ และรัฐมนตรีคลัง สก็อตต์ เบสเซนต์ในช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม เนื่องจากต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลที่แพงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ทำให้ประชาชนและภาคธุรกิจต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยเงินกู้สูงขึ้นตามไปด้วย

คริส อิกโก้ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน (CIO) ของ AXA IM Core   จาก BNP Paribas Asset Management ให้มุมมองต่อสถานการณ์นี้ว่า “การเลือกตั้งในเดือนพ.ย.อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงเชิงนโยบายมากขึ้น และจะดึงความสนใจของตลาดให้เพ่งเล็งไปที่ประเด็นทางการคลังก่อนเข้าสู่ฤดูกาลจัดทำงบประมาณ”

นักลงทุนหลักเปลี่ยนพอร์ต หันเข้า ‘ตลาดหุ้น’

ในอดีต ตลาดพันธบัตรระยะยาวมักได้รับแรงซื้อสม่ำเสมอจากกองทุนบำเหน็จบำนาญที่ต้องการถือครองสินทรัพย์ระยะยาวให้สอดคล้องกับภาระหนี้สิน

 แต่ปัจจุบัน กองทุนจำนวนมากได้เปลี่ยนรูปแบบออกจากระบบที่กำหนดผลประโยชน์แน่นอน  และกฎระเบียบต่างๆ ได้เปิดทางให้กองทุนขยับไปลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น ส่งผลให้เมื่อรัฐบาลจำเป็นต้องออกพันธบัตรในปริมาณมหาศาล จึงต้องพึ่งพานักลงทุนภาคเอกชนมากขึ้น

รายงานการประชุมของเฟดประจำเดือนมิ.ย.ระบุว่า ฐานผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลกำลังเปลี่ยนจาก "กลุ่มภาครัฐที่ไม่ค่อยอ่อนไหวต่อราคา" ไปสู่ "กลุ่มนักลงทุนเอกชนที่มีความอ่อนไหวต่อราคาสูงกว่า"  

อันชุล ปราธาน นักวิเคราะห์อัตราดอกเบี้ยสหรัฐของ Barclays Plc อธิบายว่า “ความต้องการซื้อจากภาครัฐส่วนใหญ่ถูกขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายเชิงนโยบาย ในขณะที่นักลงทุนเอกชนจะคำนึงถึงผลตอบแทนเป็นหลัก การเปลี่ยนโครงสร้างผู้ซื้อในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีส่วนทำให้ Term Premium ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี เพิ่มขึ้นราว 90 basis points”

 ‘ญี่ปุ่น’ เสาหลักค้ำ ‘ดอกเบี้ยโลก’  เริ่มสั่นคลอน

สำหรับญี่ปุ่น แม้ระดับอัตราผลตอบแทนจะยังต่ำกว่าชาติตะวันตก แต่การปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้เส้นอัตราผลตอบแทน หรือ “Yield Curve” ชันขึ้นอย่างเห็นได้ชัด 

เรื่องนี้ สะท้อนถึงการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือBOJ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยช้าเกินไปในการสกัดเงินเฟ้อ ควบคู่ไปกับความกังวลจากการที่ BOJ ลดขนาดการเข้าซื้อพันธบัตร และความวิตกเรื่องงบประมาณรัฐบาลรวมถึงต้นทุนพลังงานนำเข้า

ปราชันต์ นิวนาฮา นักวิเคราะห์ ของ TD Securities ในสิงคโปร์ ชี้ว่า “แนวโน้มเงินเฟ้อ และแรงกดดันที่บีบให้ BOJ ต้องคุมเข้มนโยบายการเงิน ทำให้นักลงทุนแทบไม่มีแรงจูงใจในการเข้าซื้อ JGB ทั้งที่ญี่ปุ่นเคยทำหน้าที่เป็นเสาหลักค้ำยันอัตราดอกเบี้ยโลก ดังนั้น ความเสี่ยงที่ผลตอบแทน JGB จะขยับขึ้น ย่อมเพิ่มความเสี่ยงที่ตราสารหนี้ระยะยาวทั่วโลกจะถูกปรับลดมูลค่าตามไปด้วย”