ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มผันผวนสูง ท่ามกลางอุปทานที่ตึงตัวจากความขัดแย้งสหรัฐและอิหร่านที่ยังคงยืดเยื้อและการปรับเพิ่มคาดการณ์ภาวะขาดแคลนในตลาดโลกของ IEA
รายงานสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (14 – 20 ส.ค. 69)
ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มผันผวนในระดับสูง ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อเนื่องจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Pentagon) แถลงยืนยันเตรียมปิดล้อมทางทะเล (Naval Blockade) อิหร่านอย่างไม่มีกำหนด ขณะที่กองกำลัง Basij ของอิหร่านยังคงอ้างสิทธิ์การควบคุมช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้ปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบจริงจากอ่าวเปอร์เซียยังคงตึงตัวอย่างหนัก
ประกอบกับสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เตือนวิกฤติคลังสำรองพลังงานโลกที่ลดลงต่ำกว่า 7.9 พันล้านบาร์เรล จนต้องปรับเพิ่มคาดการณ์ภาวะอุปทานขาดแคลน (Supply Deficit) ในไตรมาส 3/2569 ขึ้นสู่ระดับ 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน
อย่างไรก็ดี ตลาดยังถูกกดดันจากรายงานสต๊อกน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ (EIA) ที่ปรับเพิ่มขึ้นถึง 17.4 ล้านบาร์เรล ที่มีผลจากการส่งออกที่ชะลอตัวลง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบยังคงเผชิญความผันผวนสูงและต้องติดตามพัฒนาการของทั้งฝั่งอุปทานและอุปสงค์อย่างใกล้ชิด
ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้
• กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Pentagon) ออกมาแถลงยืนยันว่ากองทัพเรือสหรัฐฯ มีความพร้อมที่จะตรึงการปิดล้อมทางทะเล (Naval Blockade) อิหร่านอย่างไม่มีกำหนด ขณะที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เตรียมประกาศมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจขั้นสูงสุดเพิ่มเติม
ขณะเดียวกัน ทางฝั่งอิหร่านได้ออกมาตอบโต้โดย กองกำลัง Basij ของอิหร่านระบุชัดเจนว่าช่องแคบฮอร์มุซยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของอิหร่านอย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้ปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบจริงที่ไหลออกจากอ่าวเปอร์เซียยังคงตึงตัวอยู่ในระดับต่ำราว 9 ล้านบาร์เรลต่อวัน
• สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เผยรายงานประจำเดือนสิงหาคม ระบุว่า ปริมาณน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันกลั่นสำรองทั่วโลกที่ตรวจสอบได้ (Observed Global Inventories) ในเดือนกรกฎาคม ปรับลดลงถึง 69 ล้านบาร์เรล ส่งผลให้ปริมาณสำรองรวม ดิ่งลงต่ำกว่า 7.9 พันล้านบาร์เรล เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 (คิดเป็นระดับที่ลดลงสะสมรวมกว่า 410 ล้านบาร์เรล นับตั้งแต่เปิดฉากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน)
สาเหตุหลักมาจากอุปสรรคในการขนส่งน้ำมันทางทะเลที่ชะงักงัน เนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้คลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ลดลงอย่างน่ากังวล จนทำให้ IEA ต้องปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์ภาวะอุปทานขาดแคลน (Supply Deficit) ในไตรมาสที่ 3/2569 ขึ้นมากกว่าเท่าตัว สู่ระดับ 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน (จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้เพียง 8 แสนบาร์เรลต่อวัน)
• สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) รายงานตัวเลขสต๊อกน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงถึง 17.4 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 424.4 ล้านบาร์เรล ซึ่งนับเป็นการเพิ่มขึ้นรายสัปดาห์ที่มากที่สุดในรอบกว่า 3.5 ปี (นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2566)
โดยปัจจัยหลักมาจากยอดการส่งออกน้ำมันดิบออกจากชายฝั่งสหรัฐฯ ที่ลดลงเนื่องจากอุปสรรคด้านการขนส่งทางเรือ ทั้งอัตราค่าระวางเรือบรรทุกน้ำมัน (Freight Rates) ที่พุ่งสูงขึ้น และค่าเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงภัยสงคราม (War Risk Insurance) ที่ปรับตัวสูงขึ้น จนปิดโอกาสการทำกำไรจากการส่งออก ประกอบกับโรงกลั่นภายในประเทศปรับลดอัตราการกำลังการกลั่นลง
ส่งผลให้เกิดภาวะคอขวดสะสมของน้ำมันดิบในคลังสำคัญอย่างเมืองคูชชิ่ง รัฐโอคลาโฮมา (Cushing) และบริเวณฝั่งอ่าวสหรัฐฯ (US Gulf Coast) อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ มองว่าภาวะสต๊อกที่พุ่งสูงขึ้นนี้เป็นเพียงผลกระทบชั่วคราวจากการขนส่งชะงักงัน และยังไม่สามารถเข้ามาชดเชยวิกฤติการขาดแคลนอุปทานน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดฝั่งยุโรปและเอเชียที่กำลังเผชิญหน้าอยู่ได้
• ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ คือ ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ รายงานการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC Meeting Minutes) และรายงานสต๊อกน้ำมันดิบคงคลังประจำสัปดาห์จากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงาน (EIA) ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของยุโรป ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภคของยูโรโซน (Eurozone CPI)
สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (7 ส.ค. - 13 ส.ค. 69)
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้น 2.95 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 81.61 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้น 4.21 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 87.25 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หลังได้รับแรงหนุนจากปัจจัยความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ ทั้งความไม่แน่นอนในการเจรจาเปิดใช้ช่องแคบฮอร์มุซระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้
การปะทะทางทหารในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงจากการโจมตี โรงกลั่นน้ำมันจาซานของซาอุดีอารามโก และเหตุโจมตีเรือขนส่งสินค้าบริเวณช่องแคบบับเอลมันเดบรวมถึงอ่าวโอมาน ประกอบกับสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยังคงตึงเครียด เนื่องจากยูเครนส่งโดรนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานและโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซียอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี ตลาดยังคงได้รับแรงกดดันจากฝั่งอุปสงค์ หลังกลุ่มโอเปก (OPEC) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของความต้องการใช้น้ำมันดิบโลกในปี 2569 ลงเป็นครั้งที่ 4 ติดต่อกันสู่ระดับ 5.8 แสนบาร์เรลต่อวัน ควบคู่ไปกับรายงานสต๊อกน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ (EIA) ที่ปรับเพิ่มขึ้นเกินคาดถึง 17.4 ล้านบาร์เรล ส่งผลให้ภาพรวมตลาดยังคงมีความผันผวนสูง
ภายใต้ความท้าทายของตลาดพลังงานโลก ไทยออยล์ยังคงมุ่งสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ด้วยการจัดหาน้ำมันดิบและรักษาระดับการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการของประเทศ ควบคู่กับการขับเคลื่อนโครงการพลังงานสะอาดเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม และสร้างคุณค่าที่สมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน ภายใต้หลักการดำเนินธุรกิจด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน



