‘เวียดนาม’
เจอวิกฤติส่งออกแรงงาน
ได้เงินแสนล้าน แต่โรงงานขาดคน
อุตสาหกรรมเสาหลัก 'อาหารทะเลและสิ่งทอ' ขึ้นค่าจ้าง 30% ก็ยังรั้งคนงานไม่อยู่
ในขณะที่รัฐบาล “เวียดนาม” เดินหน้าผลักดันยุทธศาสตร์ส่งแรงงานออกไปขุดทองยังต่างแดนเพื่อนำเงินตราต่างประเทศกลับมาพัฒนาชาติ ทว่าผลสะท้อนกลับที่เกิดขึ้นในบ้านเกิดกลับกลายเป็น "วิกฤติขาดแคลนแรงงาน" ครั้งใหญ่
หนึ่งในนั้นคืออุตสาหกรรมเสาหลักอย่างอาหารทะเลและสิ่งทอ ที่กำลังตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก แม้จะยอมทุ่มปรับขึ้นค่าจ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถรั้งคนทำงานไว้ได้
ข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทยเวียดนามระบุว่า มีแรงงานเดินทางไปทำงานต่างประเทศราว 130,000 ถึง 150,000 คนต่อปี ส่งผลให้ยอดรวมแรงงานเวียดนามในต่างแดนแตะเกือบ 900,000 คน เมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา
รายงานของกรมแรงงานเมื่อวันที่ 3 มิ.ย. ระบุว่า เฉพาะเดือนพ.ค. มีชาวเวียดนาม 1,948 คน เดินทางไปทำงานในจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และยุโรป
แรงงานต่างแดนส่งเงินกลับบ้านสูงถึง 6,000 ถึง 7,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี หรือราว 230 ล้านบาทต่อปี ซึ่งคิดเป็นเม็ดเงินมหาศาลในการพยุงเศรษฐกิจระดับชาติ
โรงงานในประเทศระส่ำ ขาดคนงานแม้ขึ้นค่าจ้าง 30%
การไหลออกของแรงงานก่อให้เกิดสุญญากาศแรงงานในศูนย์กลางการผลิตสำคัญอย่างรุนแรง
สมาคมผู้ผลิตและผู้ส่งออกอาหารทะเลแห่งเวียดนาม (VASEP) รายงานต่อกระทรวงการคลังเมื่อปลายเดือนมิ.ย. ระบุว่า ปัญหาขาดแคลนแรงงานในแถบสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงและนครโฮจิมินห์รุนแรงมาก แม้โรงงานจะปรับขึ้นค่าจ้าง 25–30% แล้ว แต่ยังไม่สามารถดึงดูดหรือรักษาคนงานไว้ได้
ด้านสมาคมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มแห่งเวียดนาม รายงานหลังการหารือกับนายฝ่าม ซา ตุก รองนายกรัฐมนตรี ในเดือนพ.ค.ว่าการแข่งขันแย่งชิงแรงงาน "ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ"
โด งอก ไต ประธานสมาคมสิ่งทอ เผยในงานสัมมนาเมื่อวันที่ 30 ก.ค. ว่าหลายโรงงานขาดแคลนคนจนส่งมอบงานไม่ทันตามกำหนดและไม่สามารถรับสัญญาจ้างใหม่ได้ โดยต้องแย่งชิงแรงงานกับภาคการผลิตอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักรที่จ่ายค่าจ้างสูงกว่า ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของ ฮว่าง ลาน แองห์ นักวิจัยด้านการย้ายถิ่นฐานของแรงงานจากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น
ทำไมแรงงาน ‘เวียดนาม’ ต้องไปไกลถึงต่างแดน?
ฮว่าง ลาน แองห์ ชี้ว่า ปัญหานี้ไม่ใช่เพียงเรื่องคนงานโรงงานลาออกไปนอกประเทศ แต่เป็นทางเลือกระหว่าง "ย้ายไปทำงานต่างประเทศ" หรือ "ย้ายไปทำงานค่าจ้างต่ำในนิคมอุตสาหกรรมข้ามภูมิภาค" เนื่องจากพื้นที่บ้านเกิดขาดโอกาสในการสร้างรายได้
นักวิจัยมหาวิทยาลัยเมลเบิร์นมองว่า "การส่งออกแรงงานถูกรัฐบาลใช้เป็นยุทธศาสตร์หลักในการลดความยากจน เพราะแรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่มาจากภาคกลางของเวียดนาม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีทรัพยากรน้อยและเผชิญภัยพิบัติบ่อยครั้ง ค่าจ้างงานแปรรูปอาหารและโรงงานท้องถิ่นอยู่ที่ราว 200 ถึง 250 ดอลลาร์ เท่านั้น"
หากย้ายจากภาคกลางไปทำงานที่นิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ใกล้โฮจิมินห์ ความถี่ในการกลับมาดูแลครอบครัวแทบไม่ต่างจากการไปญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้
แรงงานภาคกลางเสียเปรียบในการแข่งขันเข้าสู่ตำแหน่งงานในโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ภาคเหนือและภาคใต้ ซึ่งต้องอาศัยเครือข่ายความสัมพันธ์ทางสังคมในการเข้าทำงาน
งานสิ่งทอและอาหารทะเลในประเทศให้ค่าจ้าง 250 ถึง 350 ดอลลาร์ต่อเดือน ขณะที่การไปทำงานในญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้สามารถสร้างรายได้สูงกว่าถึง 3 ถึง 5 เท่า จึงกลายเป็นทางรอดเดียวเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครอบครัว
เหงียน ธิ บิช หงอก แรงงานจากภาคกลางของเวียดนาม อดีตฝ่ายบริการลูกค้าแพลตฟอร์มการศึกษาออนไลน์ ที่ย้ายมาญี่ปุ่นในฐานะนักเรียน ก่อนได้งานบริการช่วยเหลือระบบสาธารณูปโภคแก่ชาวต่างชาติเผยว่า พร้อมกลับหากได้ค่าตอบแทนที่แข่งขันได้ ได้ใช้ทักษะภาษาอังกฤษ-ญี่ปุ่น และได้อยู่ใกล้ชิดครอบครัว
ภาพลวงตา ‘เงินเดือน’ หายไปกับ ‘ค่าใช้จ่ายแฝง’
จิโฮ โยชิมิซุ กรรมการผู้แทนของสมาคมเกื้อกูลและสนับสนุนซึ่งกันและกันญี่ปุ่น-เวียดนาม (Tomoiki) องค์กรไม่แสวงหากำไรที่ให้ความช่วยเหลือชาวเวียดนามในญี่ปุ่นกว่า 50,000 คน ตั้งแต่ปี 2014 อธิบายว่า แม้แรงงานจะคาดหวังรายได้ก้อนโตเพื่อส่งกลับบ้าน ปลดหนี้ค่าธรรมเนียมจัดหางาน สร้างบ้าน หรือนำไปตั้งตัว แต่ความเป็นจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป
เงินเดือนถูกหัก “ค่าใช้จ่ายแฝง” ทั้งภาษี ประกันสังคม ค่าที่พัก และค่าสาธารณูปโภคจนเหลือก้อนสุทธิไม่มากอย่างที่คิด
ภาระหนี้จากการจัดหางานและค่าฝึกอบรมกลายเป็นเครื่องพันธนาการ ทำให้แรงงานจำใจต้องทนต่อการถูกคุกคาม การเบี้ยวค่าจ้าง การทำงานหนักเกินพิกัด หรือการได้เนื้องานไม่ตรงตามข้อตกลง
ดังนั้นอีกหนึ่งเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญคือ การคุ้มครองสิทธิแรงงานในต่างประเทศให้ได้รับค่าจ้างและสวัสดิการเทียบเท่าแรงงานท้องถิ่น พร้อมกับกำจัดการแสวงหาผลประโยชน์อย่างไม่เป็นธรรมของกลุ่มนายหน้าคนกลาง ควบคู่ไปกับการสร้างสถานที่ทำงานในประเทศที่มีความมั่นคง เป็นธรรม และมีเส้นทางอาชีพที่ชัดเจน
อ้างอิง SCMP



