เกาหลีใต้เตรียมพา ‘ดาต้าเซนเตอร์’ ลงสู่ใต้ทะเล รับความต้องการประมวลผล AI ที่พุ่งสูง ท่ามกลางข้อจำกัดพื้นที่ และต้นทุนบนบก โดยหวังใช้ ‘น้ำทะเล’ ช่วยระบายความร้อน พร้อมวางเป้าขยายรองรับเซิร์ฟเวอร์ได้ถึง 100,000 เครื่อง
เกาหลีใต้กำลังหันมอง “ใต้ทะเล” เป็นพื้นที่ใหม่สำหรับวางโครงสร้างพื้นฐาน AI หลังความต้องการดาต้าเซนเตอร์พุ่งแรง แต่พื้นที่บนบกกลับมีจำกัด และแพงขึ้นทุกที ขณะที่ขุมพลังประมวลผล AI ต้องใช้ทั้งไฟฟ้ามหาศาล และระบบระบายความร้อนขนาดใหญ่
ล่าสุด กระทรวงมหาสมุทรและประมงเกาหลีใต้ เลือกเมืองอุลซาน ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ เป็นพื้นที่ทดลองโครงการ “ดาต้าเซนเตอร์ใต้ทะเล” (Underwater Data Center: UDC) โดยมีสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาสมุทรเกาหลี (KIOST) เป็นแกนนำ และร่วมมือกับบริษัทอย่าง SK Telecom, Lotte Engineering & Construction และ POSCO
แนวคิดคือ บรรจุเซิร์ฟเวอร์ และอุปกรณ์ต่างๆ ไว้ในโมดูลขนาดใหญ่คล้ายตู้คอนเทนเนอร์ ก่อนนำลงไปติดตั้งบนพื้นทะเล “ลึกราว 20 เมตร” โมดูลสามารถต่อเพิ่มในลักษณะคล้ายตัวต่อ ทำให้ในอนาคต อาจขยายเป็นศูนย์ประมวลผลขนาดใหญ่รองรับเซิร์ฟเวอร์ได้มากถึง 100,000 เครื่อง
โครงการนำร่องใช้งบประมาณ 35.4 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1,100 ล้านบาท โดยอาจเริ่มทดสอบได้เร็วที่สุดภายในปีนี้ และตั้งเป้าเริ่มพัฒนาโครงการเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ในปี 2031
หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่เกาหลีใต้หันมาสนใจทะเล คือ “ข้อจำกัดด้านพื้นที่” ประเทศมีขนาดพื้นที่เพียงประมาณ 1 ใน 4 ของญี่ปุ่น และพื้นที่จำนวนมากเป็นภูเขา ขณะที่การสร้างดาต้าเซนเตอร์บนบกต้องใช้ที่ดินจำนวนมาก ทั้งสำหรับเซิร์ฟเวอร์ ระบบไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง
ยิ่งเข้าสู่ยุค Generative AI ปัญหายิ่งชัดเจนขึ้น เพราะชิป GPU จำนวนหลายร้อยหรือหลายพันตัวที่ใช้ฝึก และประมวลผลโมเดล AI ปล่อยความร้อนสูง การติดตั้งดาต้าเซนเตอร์ในทะเลจึงมีข้อได้เปรียบจากการใช้น้ำทะเล “ช่วยระบายความร้อน” ลดภาระการใช้ไฟฟ้า และน้ำสำหรับระบบทำความเย็น
อย่างไรก็ตาม การนำเซิร์ฟเวอร์ลงทะเลไม่ใช่เรื่องง่าย โมดูลต้องทนแรงดันประมาณ 3 เท่าของความดันบรรยากาศ รวมถึงป้องกันการกัดกร่อนจากน้ำเค็ม และการควบแน่นของความชื้น โดยเกาหลีใต้ตั้งเป้าให้ระบบอิเล็กทรอนิกส์สามารถทำงานใต้น้ำต่อเนื่องได้ประมาณ 5-7 ปี พร้อมกำลังพัฒนาหุ่นยนต์สำหรับตรวจสอบระบบจากระยะไกล
ข้อจำกัดอีกด้านคือ การซ่อมบำรุง และเปลี่ยนอุปกรณ์ ซึ่งทำได้ยากกว่าดาต้าเซนเตอร์บนบก รวมถึงความท้าทายด้านเครือข่ายรับส่งข้อมูล และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ความร้อนจากดาต้าเซนเตอร์ที่อาจเพิ่มอุณหภูมิของน้ำ และกระทบระบบนิเวศทางทะเล
แนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ไมโครซอฟท์เคยทดลอง Project Natick โดยนำเซิร์ฟเวอร์ลงไปทำงานใต้น้ำ และพบว่าอัตราความเสียหายของอุปกรณ์ “ต่ำกว่า” ดาต้าเซนเตอร์บนบกอย่างมาก ขณะที่จีนเดินหน้าพัฒนาดาต้าเซนเตอร์ใต้ทะเลเชิงพาณิชย์แล้วเช่นกัน
นอกจากการวางเซิร์ฟเวอร์ใต้ทะเล เกาหลีใต้ยังพัฒนา “ดาต้าเซนเตอร์ลอยน้ำ” (Floating Data Center: FDC) โดยอุตสาหกรรมต่อเรือรายใหญ่อย่าง Samsung Heavy Industries และ HD Hyundai กำลังพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวร่วมกับพันธมิตรต่างประเทศ
แรงผลักดันทั้งหมดสอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลเกาหลีใต้ที่ต้องการผลักดันประเทศขึ้นเป็นหนึ่งใน 3 มหาอำนาจ AI ของโลก นอกเหนือจากการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงแล้ว ประเทศจำเป็นต้องเพิ่มกำลังประมวลผล และดาต้าเซนเตอร์จำนวนมาก
เมื่อพื้นที่บนบกกลายเป็นทรัพยากรที่แพง และหายากมากขึ้น “ทะเล” จึงอาจกลายเป็นพื้นที่ใหม่สำหรับรองรับโครงสร้างพื้นฐาน AI ขนาดมหาศาลในอนาคต แม้โจทย์ด้านต้นทุน การบำรุงรักษา และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ยังต้องพิสูจน์ในระยะยาว
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





