สำนักข่าว Fox Business รายงานว่า กองทุนการลงทุนของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เปิดเผยการถือครองหุ้นมูลค่า 2.2 พันล้านดอลลาร์ ในบริษัท สเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ของ อีลอน มัสก์ สะท้อนผลตอบแทนก้อนโตจากการเข้าไปลงทุนตั้งแต่ระยะเริ่มต้น หลังบริษัทจรวดและอวกาศยักษ์ใหญ่แห่งนี้ประสบความสำเร็จจากการเสนอขายหุ้นไอพีโอ (IPO)
บริษัทจัดการเงินลงทุนฮาร์วาร์ด (Harvard Management Company หรือ HMC) รายงานตัวเลขดังกล่าวผ่านเอกสารต่อหน่วยงานกำกับดูแลเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ SpaceX กลายเป็นหุ้นรายตัวที่มีสัดส่วนสูงสุดในพอร์ตการลงทุนหุ้นสหรัฐ ของฮาร์วาร์ด ซึ่งมีมูลค่ารวม 4.3 พันล้านดอลลาร์
การเปิดเผยข้อมูลนี้เป็นไปตามกฎระเบียบที่บังคับให้ผู้จัดการการลงทุนที่มีสินทรัพย์ในหุ้นสหรัฐ เกิน 100 ล้านดอลลาร์ ต้องยื่นแบบแสดงรายการ (Form 13F) เพื่อรายงานสถานะพอร์ตการลงทุนภายใน 45 วันหลังสิ้นสุดแต่ละไตรมาส
ทั้งนี้ จากข้อมูลล่าสุดที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ณ เดือนมิถุนายน 2025 HMC มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการรวมสูงถึงราว 5.7 หมื่นล้านดอลลาร์
การลงทุนดังกล่าวตอกย้ำว่า การเสนอขายหุ้น IPO ของ SpaceX ที่ทำสถิติสูงสุดเมื่อเดือนมิถุนายน ได้สร้างผลกำไรอย่างเป็นกอบเป็นกำให้กับกองทุนของมหาวิทยาลัย ที่เข้าไปมีส่วนร่วมผ่านธุรกิจเงินร่วมลงทุน ซึ่งในบางกรณีเป็นการลงทุนล่วงหน้านานกว่าหนึ่งทศวรรษ โดยคาดว่าสัดส่วนการถือหุ้นของฮาร์วาร์ดในครั้งนี้ ครอบคลุมทั้งหุ้นที่ถือครองโดยตรงและหุ้นที่ได้รับการจัดสรรผ่านกองทุนส่วนบุคคล
ฮาร์วาร์ดไม่ใช่สถาบันการศึกษาเพียงแห่งเดียวที่ได้รับอานิสงส์จากการก้าวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ของ SpaceX โดยในสัปดาห์นี้ หน่วยงานด้านการลงทุนของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย (University of California) ก็ได้แจ้งการถือครองหุ้นในมูลค่าราว 1 พันล้านดอลลาร์เช่นกัน
นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา (University of North Carolina) และมหาวิทยาลัยวอชิงตันในเซนต์หลุยส์ (Washington University in St. Louis) ต่างก็มีสัดส่วนการลงทุนในบริษัทแห่งนี้ด้วย
ปัจจุบัน SpaceX มีมูลค่ากิจการสูงกว่า 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่เปิดตัวที่ราคา 135 ดอลลาร์ต่อหุ้น ราคาหุ้นของบริษัทมีความผันผวนบ้างประปราย และล่าสุดเมื่อวันศุกร์ ราคาหุ้นได้ปรับตัวลดลง 0.9% มาปิดที่ระดับ 140 ดอลลาร์
ทั้งนี้ ตัวแทนจากทั้ง Harvard Management Company และ SpaceX ยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นใดๆ ต่อรายงานข่าวนี้ของสำนักข่าว FOX Business
ผลกำไรมหาศาลจากการลงทุนในเทคโนโลยีอวกาศครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางภาวะที่สถานะทางการเงินของมหาวิทยาลัยต่างๆ กำลังเผชิญกับแรงกดดันหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนของเงินทุนอุดหนุนการวิจัยจากรัฐบาลกลาง การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่ส่งผลให้กลุ่มคนวัยเรียนมหาวิทยาลัยมีจำนวนลดลง ไปจนถึงผลตอบแทนที่ลดลงจากการลงทุนในหุ้นที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของกองทุนมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ยังคงแข็งแกร่งในช่วงที่ผ่านมา โดยข้อมูลจาก Wilshire Trust Universe Comparison Service ระบุว่า กองทุนที่บริหารจัดการเงินทุนมากกว่า 500 ล้านดอลลาร์ สามารถทำผลตอบแทนมัธยฐาน (Median return) ก่อนหักค่าธรรมเนียมได้สูงถึง 18.9% ในรอบปีซึ่งสิ้นสุดเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา



