กรณีศึกษา "นโยบายลด VAT" ของญี่ปุ่น ทำให้รัฐเสียรายรับกว่า 12% ซึ่งถือว่าสูงมาก แต่มีจุดประสงค์หลักเพื่อลดภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น นี่ถือเป็นหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าจับตามองถึงผลลัพธ์
หนึ่งในนโยบายที่เรียกได้ว่าโดนใจคนญี่ปุ่น และทำให้นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย กลายมาเป็นนายกฯหญิงคนแรกของประเทศที่มีความอนุรักษ์นิยมสูงและสังคมผู้ชายเป็นใหญ่ นอกเหนือจากนโยบายขวาจัด คือนโยบายลดภาษีการบริโภค ลด VAT เฉพาะสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งจะประกาศเป็นกฎหมายเริ่มใช้ในกลางปีหน้า จากเดิมที่เคยมี VAT 8% จะลดลงมาเหลือเพียง 1% เป็นระยะเวลา 2 ปี
ถือเป็นนโยบายในกลุ่มที่จะช่วยลดภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งในปัจจุบันญี่ปุ่นประสบปัญหาค่าเงินเยนต่ำลง ขณะที่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ตลอดจนค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าเดินทางกลับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รายได้ของคนญี่ปุ่นเท่าเดิม แต่ค่าของเงินลดลง เงินเดือนเท่าเดิมแต่ซื้อของได้น้อยลง คือปัญหาที่คนญี่ปุ่นกำลังเผชิญ
ปัญหาข้าวของแพงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในญี่ปุ่น แต่เกิดขึ้นทั่วโลก อาทิ ในยุโรปที่ของแพงตั้งแต่หลังโควิด หลังสงครามในยูเครน ค่าแก๊สที่แพงขึ้นเพราะท่อส่งแก๊สถูกทำลาย หรือไม่ก็รัฐบาลหลายประเทศแบนการซื้อแก๊สจากรัสเซียซึ่งเป็นผู้ผลิตหลักของยุโรป ในอังกฤษที่ของแพงตั้งแต่ออกจากสหภาพยุโรปสำเร็จ
หรือกรณีของไทยและสหรัฐที่ของแพงเพราะราคาน้ำมันสูงขึ้น สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่หลังโควิด และสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่สงครามในอิหร่านและภูมิภาคตะวันออกกลาง ประเทศไทยที่มีโครงสร้างพึ่งพาการขนส่งทางรถซึ่งใช้น้ำมันและต้นทุนสูงกว่าการขนส่งทางราง จึงได้รับผลกระทบอย่างตรงและรุนแรง
ขณะที่คนไทยส่วนใหญ่เลือกรัฐบาลที่มีนโยบายชาตินิยมชัดเจน แต่นโยบายเศรษฐกิจที่ไม่ชัดเจน โดยเลือกช่วยเหลือผ่านโครงการคนละครึ่งซึ่งก็ถือว่าแก้ปัญหาไม่ตรงจุด เป็นเสมือนยาบรรเทาอาการ แต่คนญี่ปุ่นเลือกรัฐบาลที่แก้ที่ต้นตอของปัญหา คือการลด VAT
รัฐบาลญี่ปุ่นไม่สามารถควบคุมปัจจัยภายนอก อาทิ เรื่องสงคราม เรื่องราคาน้ำมัน เรื่องเงินเฟ้อ ได้ แต่สิ่งที่รัฐบาลทำคือยอมหั่นรายได้ส่วนหนึ่ง คือประมาณ 10 ล้านล้านเยน คิดเป็นเงินไทยประมาณ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นรายได้เกือบครึ่งในกลุ่มภาษีการบริโภคที่รัฐบาลเก็บได้ต่อปีประมาณ 26 ล้านล้านเยน
ในภาพรวมรัฐบาลญี่ปุ่นมีรายได้ต่อปีประมาณ 84 ล้านล้านเยน แบ่งคร่าวๆ ว่า มาจาก 4 ส่วนคือ
1) ภาษีการบริโภค 26 ล้านล้านเยน
2) ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Income Tax) 25.3 ล้านล้านเยน
3) ภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Tax) 21.7 ล้านล้านเยน และ
4) ที่เหลือประมาณ 11 ล้านล้านเยนมาจากการกู้และการออกพันธบัตรรัฐบาล
รัฐบาลญี่ปุ่นไม่เพียงขอให้ประชาชนประหยัด แต่ยังรัดเข็มขัดร่วมกับประชาชน นโยบายลด VAT นี้ทำให้รัฐเสียรายรับกว่า 12% ซึ่งถือว่าสูงมาก ถือเป็นหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าจับตามองถึงผลลัพธ์ เมื่อถึงระยะเวลาสิ้นสุดของนโยบาย ซึ่งก็จะประจวบเหมาะกับการเลือกตั้งครั้งหน้าหากรัฐบาลอยู่จนครบเทอมพอดี



