สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ประชาชนในกรุงเตหะรานและทั่วประเทศอิหร่าน กำลังเผชิญกับวิกฤติค่าครองชีพที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี หลังการสู้รบและมาตรการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นเฉียด 80% และค่าเงินเรียลดิ่งลงเกือบ 30% ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อกำลังซื้อของประชาชน จนทำให้ระบบการซื้อก่อนจ่ายทีหลังและการผ่อนชำระขยายตัวจากการซื้อสินค้าคงทน ลุกลามมาสู่การซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคและอาหารในชีวิตประจำวันเป็นครั้งแรก
นาซานีน เจ้าของธุรกิจวัย 56 ปี ในกรุงเตหะราน ซึ่งดำเนินธุรกิจมานานกว่าสิบปีและเคยผ่านทั้งมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐ วิกฤติค่าเงิน และสงครามมาแล้วหลายครั้ง เปิดเผยว่า นี่เป็นครั้งแรกที่เธอจำเป็นต้องใช้ระบบสินเชื่อในการซื้ออาหารและของใช้ประจำสัปดาห์ หลังจากต้องปลดพนักงานและตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นทั้งหมดเพื่อรับมือกับต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น เนื่องจากบางวันเธอไม่มีเงินสดติดตัวเลย
ปรากฏการณ์ดังกล่าวแพร่กระจายไปทั่วกรุงเตหะราน ร้านค้าต่างติดป้ายโฆษณาระบบซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (Buy-Now-Pay-Later หรือ BNPL) และข้อเสนอผ่อนชำระแบบไม่มีดอกเบี้ยกันอย่างแพร่หลาย จากเดิมที่ระบบสินเชื่อลักษณะนี้เคยนิยมใช้เฉพาะกับสินค้าคงทน เช่น เฟอร์นิเจอร์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่ความรุนแรงของวิกฤติเศรษฐกิจนับตั้งแต่เกิดสงครามทำให้ผู้ค้าต้องขยายข้อเสนอนี้ครอบคลุมมาถึงอาหารและสินค้าจำเป็นพื้นฐาน
ฮาดี คาฮาลซาเดห์ นักวิจัยจากสถาบันควินซี ในกรุงวอชิงตัน ประเมินว่า ประชาชนที่ยากจนและเปราะบางมีสัดส่วนสูงถึง 70% ของประชากรทั้งหมดในอิหร่าน การผ่อนชำระค่าอาหารและสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวันเป็นดัชนีชี้วัดที่ชัดเจนที่สุดว่า อัตราเงินเฟ้อได้กลายสภาพจากปัญหามหภาค เข้าไปแทรกซึมอยู่ในโครงสร้างการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชนเรียบร้อยแล้ว
ความเดือดร้อนของประชาชนระลอกล่าสุดปะทุขึ้นหลังจากสหรัฐและอิสราเอลเริ่มเปิดฉากโจมตีทางอากาศใส่อิหร่านตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หันมาใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเล ตรวจสอบการเข้าออกของเรือ ณ ท่าเรือหลักของอิหร่านมานานหลายเดือน เพื่อใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจสยบอิหร่าน ในขณะที่การเจรจาเรื่องการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซยังคงอยู่ในภาวะทางตัน
แม้เศรษฐกิจของประเทศที่มีประชากรราว 90 ล้านคนแห่งนี้ จะถูกกดดันจากมาตรการคว่ำบาตร ปัญหาการทุจริต และการบริหารจัดการที่ผิดพลาดมานานหลายทศวรรษ แต่การโจมตีทางอากาศของสหรัฐและอิสราเอลได้เข้าไปทำลายโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเพิ่มเติม รัฐบาลอิหร่านประเมินความเสียหายต่อเศรษฐกิจในช่วง 6 สัปดาห์แรกของสงครามสูงถึง 2.7 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของอิหร่านจะหดตัวลง 6.1% ในปีนี้ ซึ่งเป็นการถดถอยที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1990 โดยมีอัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นแตะระดับสถิติใหม่ที่ 70%
แรงกดดันทางเศรษฐกิจได้สร้างความตึงเครียดทางการเมืองอย่างรุนแรง โดยก่อนหน้าที่การโจมตีจะเริ่มขึ้น วิกฤติค่าเงินเรียลเคยจุดชนวนให้เกิดการประท้วงใหญ่ทั่วประเทศจนนำไปสู่การปราบปรามอย่างหนัก ซึ่งรายงานขององค์การสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า มีผู้ถูกประหารชีวิตที่เชื่อมโยงกับการชุมนุมไปแล้วอย่างน้อย 27 รายนับตั้งแต่เดือนมีนาคม
ในฝั่งการเมือง กลุ่มสายแข็ง (Hardliners) ยังคงแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อการเจรจากับสหรัฐ เช่น อยาตอลเลาะห์ อาลี อาราฟี ผู้นำศาสนาระดับสูงที่เคยก้าวขึ้นมารับตำแหน่งผู้นำสูงสุดชั่วคราว ได้กล่าวเตือนเจ้าหน้าที่รัฐบาลอย่างเปิดเผยว่า ห้ามใช้ปัญหาเศรษฐกิจหรือความกลัวต่อต้นทุนสงครามมาเป็นข้ออ้างในการฟื้นฟูการเจรจาทางการทูตกับสหรัฐอย่างเด็ดขาด
อิหร่านปรับตัวเพื่อรับมือกับการถูกโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจ โดยพยายามหันไปหาตลาดเอเชียและพึ่งพาจีนในการส่งออกน้ำมันตลอดช่วงที่ผ่านมา มูฮัมหมัด เรซา ฟาร์ซาเนแกน ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฟิลิปปส์ ระบุว่า ภาคธุรกิจและรัฐบาลอิหร่านได้พยายามหาช่องทางชำระเงินและเส้นทางขนส่งทางเลือกมาโดยตลอด ทว่านับตั้งแต่ทรัมป์กลับมารับตำแหน่ง ตัวเลขการส่งออกน้ำมันก็ร่วงลงเหลือเพียงส่วนเสี้ยวของระดับเดิม
ขณะเดียวกัน มาจิด เรซา ฮาริรี ประธานหอการค้าอิหร่าน-จีน ในเตหะราน เตือนว่า มาตรการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐสร้างความเสียหายร้ายแรงยิ่งกว่าตัวสงคราม เนื่องจากการขนส่งทางบกและทางรถไฟไม่สามารถทดแทนการค้าทางทะเลที่ขาดหายไปได้ พร้อมย้ำว่า รัฐบาลไม่ควรรอให้เศรษฐกิจปรับตัวเข้ากับการปิดล้อมเหมือนที่เคยทำกับมาตรการคว่ำบาตรในอดีต
ด้านคาฮาลซาเดห์ชี้ว่า หากรัฐบาลอิหร่านจัดสรรงบประมาณไปเน้นย้ำด้านการทหารมากขึ้น ภาระทั้งหมดจะถูกผลักไปที่ประชาชน แม้กลไกการแทรกแซงของรัฐและการค้านอกระบบจะช่วยป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจล่มสลายลงในทันที แต่ก็ก่อให้เกิดอัตราเงินเฟ้อ การว่างงาน และความยากจนสะสม ซึ่งเปรียบเสมือน "กับดักความแข็งแกร่ง" (Resilience trap) ที่ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำในระยะยาว โดยปัจจุบันขนาดเศรษฐกิจของอิหร่านได้ถูกประเทศเพื่อนบ้านอย่างซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แซงหน้าไปแล้ว
สถานการณ์ปัจจุบันกำลังผลักดันให้อิหร่านเสี่ยงที่จะต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่นโยบาย "เศรษฐกิจยามสงคราม" (Wartime economy) เต็มรูปแบบเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามกับอิรักในปี 1980 โดยฟาร์ซาเนแกนประเมินว่า หากมาตรการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐยังคงยืดเยื้อต่อไป จะส่งผลให้ประเทศต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนอาหาร เชื้อเพลิง ยารักษาโรค วัตถุดิบภาคอุตสาหกรรม และเงินตราต่างประเทศอย่างรุนแรง ซึ่งมีแนวโน้มสูงที่จะบีบให้รัฐบาลอิหร่านต้องนำมาตรการปันส่วนสินค้า และการควบคุมราคามาบังคับใช้อย่างเข้มงวดในท้ายที่สุด



