ทำเนียบขาวเปิดรายงาน ‘The Great Transshipment Scam’ กล่าวหาจีน ใช้เครือข่ายขนส่งสินค้าเงาผ่านกว่า 40 ประเทศ เพื่อสวมถิ่นกำเนิดใหม่ และเลี่ยงภาษีสหรัฐ พร้อมจัด ‘ไทย’ อยู่ใน Tier 2 กลุ่มประเทศที่มีการส่งผ่านสินค้าปริมาณสูง และเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานจีนอย่างลึกซึ้ง
ทำเนียบขาว เผยแพร่รายงานชื่อ “กลโกงการสวมสิทธิส่งสินค้าผ่านประเทศที่สาม” (The Great Transshipment Scam) ซึ่งระบุว่า จีนกำลังใช้ “เครือข่ายขนส่งสินค้าเงา” ในประเทศต่างๆ เพื่อหลบเลี่ยงภาษีศุลกากรของสหรัฐ โดยอาศัยประเทศตัวกลางกว่า 40 ประเทศ เป็นฐานส่งผ่าน แปรรูป หรือส่งออกต่อ ก่อนนำสินค้าเข้าสู่ตลาดสหรัฐภายใต้ “ถิ่นกำเนิดสินค้าใหม่”
รายงานระบุว่า เครือข่ายดังกล่าวไม่ได้มีรูปแบบเป็นศูนย์กลางเดียว แต่กระจายตัวผ่านทั้งฐานการผลิตขั้นสุดท้าย แพลตฟอร์มโลจิสติกส์ เส้นทางการแปรรูป เขตปลอดอากร และเป็นฮับการส่งออกต่อ ซึ่งช่วยให้สินค้าที่มีความเชื่อมโยงกับจีนสามารถเข้าสู่สหรัฐได้ โดยไม่ได้ถูกสำแดงว่าเป็นสินค้าที่มีถิ่นกำเนิดจากจีนโดยตรง
ทำเนียบขาวแบ่งประเทศที่มีส่วนเกี่ยวข้องออกเป็น “3 กลุ่ม” ตามระดับความเสี่ยง และความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานจีน โดย “ไทย” ถูกจัดอยู่ใน “กลุ่ม Tier 2” ร่วมกับบราซิล อินโดนีเซีย มาเลเซีย ตุรกี และเวียดนาม ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีปริมาณการส่งผ่านสินค้าในระดับสูง และมีการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับจีนอย่างมีนัยสำคัญ
- สหรัฐจัด 3 กลุ่ม ตามระดับความเสี่ยง และความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานจีน (กราฟิก: วิชัย นาคสุวรรณ, รัตนากร หัวเวียง) -
สำหรับรายละเอียด “3 กลุ่ม” ดังกล่าว มีดังนี้
กลุ่มที่ 1 (Tier 1): ประเทศที่มีปริมาณสินค้าเชื่อมกับจีนในระดับสูง แต่มีฐานอุตสาหกรรม และการค้าที่หลากหลาย
ประกอบด้วยประเทศ และกลุ่มการค้าที่มีสินค้าเชื่อมโยงกับจีนในปริมาณสูง เมื่อพิจารณาจากมูลค่าหรือปริมาณโดยรวม ขณะเดียวกันก็มีฐานอุตสาหกรรมที่หลากหลาย และเป็นฐานการส่งออกสินค้ารายใหญ่ไปยังสหรัฐ
ประเทศเหล่านี้มีห่วงโซ่อุปทานซับซ้อน และระบบศุลกากร/การตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าค่อนข้างเข้มแข็งกว่า การนำสินค้าจีนเข้ามาเพียงเล็กน้อยแล้วเปลี่ยนฉลากว่า “Made in Japan” หรือ “Made in Korea” ไม่ได้ทำให้สินค้านั้นเปลี่ยนถิ่นกำเนิดโดยอัตโนมัติ ต้องผ่านเกณฑ์ถิ่นกำเนิดสินค้า เช่น มีการผลิตหรือแปรรูปอย่างมีนัยสำคัญจริง
ในประเทศเหล่านี้ ความเสี่ยงของการถ่ายลำสินค้าอย่างผิดกฎหมายปะปนอยู่ในกระแสการค้าปกติขนาดใหญ่
ประเทศ และกลุ่มเศรษฐกิจใน Tier 1 ได้แก่ แคนาดา สหภาพยุโรป (EU) อินเดีย อิสราเอล ญี่ปุ่น เม็กซิโก เกาหลีใต้ และไต้หวัน
กลุ่มที่ 2 (Tier 2): ประเทศที่มีการส่งผ่านสินค้าในปริมาณสูง และมีห่วงโซ่เศรษฐกิจเชื่อมโยงกับจีนอย่างลึกซึ้ง
ประเทศในกลุ่มนี้มีทั้งปริมาณการถ่ายลำสินค้าอย่างผิดกฎหมายในระดับสูง และมีความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับจีน ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาวัตถุดิบ และปัจจัยการผลิต ฐานการผลิต ระบบโลจิสติกส์ หรือช่องทางการเปลี่ยนเส้นทางสินค้าในระดับภูมิภาค
Tier 2 ประกอบด้วย บราซิล อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย ตุรกี และเวียดนาม
สำหรับเวียดนาม ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับเครือข่ายการผลิตที่อยู่รอบ และเชื่อมโยงกับจีน และได้กลายเป็นฐานการผลิตสำคัญสำหรับสินค้าอย่าง อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร พลาสติก รองเท้า เครื่องนุ่งห่ม ชิ้นส่วน และสินค้าอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ใช้วัตถุดิบหรือส่วนประกอบจากจีน
ส่วนบราซิล และตุรกี ทำหน้าที่เป็นฐานการผลิต และโลจิสติกส์ระดับภูมิภาคขนาดใหญ่ ซึ่งมีศักยภาพรองรับการเปลี่ยนเส้นทางสินค้า หรือการอ้างว่า สินค้าผ่านกระบวนการแปรรูปจนเปลี่ยนแปลงถิ่นกำเนิดสำหรับสินค้าบางประเภทได้
กลุ่มที่ 3 (Tier 3): ประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็กที่เป็นเป้าหมายเชิงฉวยโอกาสของจีน
สำหรับกลุ่ม Tier 3 ประกอบด้วยประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็ก ซึ่งมีปริมาณการส่งผ่านสินค้าอย่างผิดกฎหมายโดยรวมต่ำกว่าประเทศในกลุ่มอื่น แต่มี “จุดอ่อน” หรือข้อได้เปรียบบางประการ ที่เอื้อต่อการดำเนินการ เช่น ค่าแรงราคาถูก เขตปลอดอากร การเข้าถึงท่าเรือหรือพื้นที่ชายแดน คลังสินค้าทัณฑ์บน ความสามารถในการประกอบสินค้าเฉพาะประเภท สิทธิพิเศษในการเข้าถึงตลาดสหรัฐ หรือขีดความสามารถในการบังคับใช้กฎหมายศุลกากรที่จำกัด
ปัจจัยเหล่านี้ ทำให้ประเทศดังกล่าวกลายเป็น “เป้าหมาย” ที่เอื้อต่อการใช้เป็นช่องทางเปลี่ยนเส้นทางสินค้าที่เชื่อมโยงกับจีนเมื่อมีโอกาส
ทั้งนี้ Tier 3 เป็นกลุ่มที่มีจำนวนประเทศมากที่สุดในบรรดาทั้ง 3 กลุ่ม
กัมพูชา มีข้อได้เปรียบด้านค่าแรงราคาถูก และเขตแปรรูปเพื่อการส่งออก ขณะที่ลาวและเมียนมา มีเส้นทางการค้าชายแดนที่เชื่อมต่อกับจีน และมีขีดความสามารถในการบังคับใช้กฎระเบียบที่จำกัดกว่า ทำให้แม้การเปลี่ยนเส้นทางสินค้าจะมีปริมาณไม่มาก แต่ก็อาจมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้
ปานามา และคอสตาริกา มีข้อได้เปรียบจากการเข้าถึงเส้นทางขนส่งทางทะเล ระบบโลจิสติกส์ในเขตปลอดอากร และการเป็นฐานสำหรับส่งออกสินค้าต่อไปยังประเทศอื่น
ส่วนอาเซอร์ไบจาน และจอร์เจีย มีโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งทางรถไฟและท่าเรือบก รองรับการรวบรวม และกระจายสินค้า รวมถึงการเชื่อมต่อเส้นทางขนส่งทางบกเข้ากับการขนส่งทางทะเล
ขณะที่จอร์แดน มีข้อได้เปรียบจากสิทธิพิเศษทางการค้าในการเข้าถึงตลาด และมีศักยภาพด้านการประกอบสินค้าเฉพาะ
อ้างอิง: whitehouse
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์



