วันพุธ ที่ 26 สิงหาคม 2569

Login
Login

EV ยิ่งมา ยิ่งราคาถูกลง หนุนค่ายรถจีนครองตลาดไทย ดันฮับส่งออก

ราคารถ EV ทั่วโลกทุบสถิติถูกกว่ารถไฮบริดเป็นครั้งแรก หลังต้นทุนแบตเตอรี่ลดลงกว่า 37% ค่ายรถจีนบุกตลาดเกิดใหม่ ดันยอดส่งออกโตแตะ 1.64 ล้านคัน ไทยรับอานิสงส์แบรนด์จีนครองส่วนแบ่งตลาดกว่า 30%

สมรภูมิยานยนต์โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อราคารถยนต์ไฟฟ้า (EV) เฉลี่ยทั่วโลกปรับตัวลดลงมาอยู่ต่ำกว่ารถยนต์ไฮบริดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ข้อมูลจาก Mobility Global ผู้ให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลยานยนต์ ระบุว่า ในช่วงปีที่ผ่านมา ราคารถ EV เฉลี่ยทั่วโลกปรับลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 37,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.3 ล้านบาท ลดลง 9% เมื่อเทียบกับปี 2020 ซึ่งสวนทางกับราคารถยนต์ไฮบริดที่ปรับตัวสูงขึ้นถึง 16% ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยขึ้นไปอยู่ที่เฉลี่ย 39,000 ดอลลาร์สหรัฐ ราว 1.36 ล้านบาท

ทั้งนี้ ปัจจัยหลักที่กดให้ราคารถ EV ถูกลง มาจากแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ซึ่งเป็นต้นทุนหลัก 30-40% ของตัวรถ มีราคาลดลงอย่างมาก ตามข้อมูลของ BloombergNEF พบว่า ราคาแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์นั่งลดลงถึง 37% ในช่วงปี 2020 ถึง 2025 จากภาวะกำลังการผลิตล้นตลาดในจีน ซึ่งเป็นผู้ควบคุมซัปพลายเชนแบตเตอรี่โลกอยู่ถึง 80%

นอกจากนี้ ค่ายรถยนต์ยังหันมาใช้แบตเตอรี่ลิเทียมไอรอนฟอสเฟต (LFP) ซึ่งไม่มีส่วนผสมของโคบอลต์ที่มีราคาแพงกันมากขึ้น โดยค่ายรถยุโรปอย่าง เรโนลต์ และ โฟล์คสวาเกน ได้เริ่มนำแบตเตอรี่ LFP มาใช้เพื่อลดต้นทุนการผลิตแล้ว

อีกหนึ่งตัวแปรสำคัญคือ การขยายตลาดต่างประเทศของผู้ผลิตรถ EV จากจีน ที่เผชิญการแข่งขันอย่างหนักในบ้านตัวเอง ค่ายรถจีนอย่าง BYD ได้สร้างความได้เปรียบด้านต้นทุน ผ่านการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจร ตั้งแต่การผลิตแบตเตอรี่ไปจนถึงโครงรถ

สมาคมผู้ผลิตยานยนต์แห่งประเทศจีน เปิดเผยว่า ในปี 2025 จีนส่งออกรถ EV สูงถึง 1.64 ล้านคัน พุ่งขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับปี 2020 ที่ส่งออกไม่ถึง 100,000 คัน

ทัพอีวีจีนรุกหนัก "ไทย" รับอานิสงส์ขึ้นแท่นฮับส่งออก

สำหรับประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในตลาดเป้าหมายหลักที่ได้รับผลประโยชน์เต็มๆ จากแนวโน้มราคารถ EV ที่ต่ำลง ปัจจุบันแบรนด์รถยนต์จีนสามารถชิงส่วนแบ่งตลาดได้เกือบ 30% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ในไทย เนื่องจากตอบโจทย์ผู้บริโภคด้วยราคาที่จับต้องได้

ขณะเดียวกัน นโยบายสนับสนุนภาครัฐของไทย ยังสามารถดึงดูดค่ายรถจีนยักษ์ใหญ่ ทั้ง BYD และ Great Wall Motor ให้เข้ามาตั้งโรงงานผลิตในประเทศ เพื่อใช้ไทยเป็นฐานการผลิต และส่งออกไปยังภูมิภาคอื่น

นายโยชิอากิ คาวาโนะ รองผู้อำนวยการ Mobility Global วิเคราะห์ว่า ค่ายรถจีนเริ่มต้นจากการเจาะตลาดด้วยรถ EV ขนาดกะทัดรัดที่มีปริมาณการขายสูง ก่อนจะเริ่มขยายไลน์สินค้าไปสู่รถรุ่นใหญ่ และระดับไฮเอนด์ที่มีอัตรากำไรสูงขึ้นในปัจจุบัน

ค่ายญี่ปุ่นเร่งปรับทัพใหญ่

การรุกหนักของค่ายรถจีน ส่งผลให้ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น ซึ่งเคยครองตลาดด้วยรถยนต์ไฮบริด ต้องเร่งทบทวน และปรับกลยุทธ์ใหม่เพื่อรักษาฐานลูกค้า

โดยโตโยต้า มอเตอร์เลือกใช้กลยุทธ์หลากหลายเส้นทาง (Multi-Pathway) โดยเน้นเสนอทั้งรถ EV และรถไฮบริด ควบคู่กันไปตามความต้องการจริงของผู้บริโภคในแต่ละภูมิภาค
ขณะที่นิสสัน มอเตอร์ ปรับแผนมาสร้างฐานการผลิตรถ EV ในจีน เพื่อใช้เป็นฐานการส่งออกไปยังตลาดโลกเช่นเดียวกับค่ายรถจีน

ทั้งนี้ องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดการณ์ว่า ยอดขายรถ EV และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดทั่วโลก จะมีสัดส่วนสูงถึง 30% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมดภายในปี 2026 โดยมีปัจจัยหนุนเพิ่มเติมจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ดันราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น จนกลายเป็นตัวเร่งให้ผู้บริโภคหันมาเลือกใช้พลังงานไฟฟ้าเร็วขึ้น

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์