Berkshire เริ่มนำกองเงินสดมหาศาลออกมาใช้มากขึ้นภายใต้ซีอีโอ 'เกร็ก เอเบล' ทั้งซื้อหุ้นคืน-ลงทุนหุ้น พร้อมปิดดีลหมื่นล้านดอลลาร์ใน Alphabet หลังยุคบัฟเฟตต์ที่ชะลอซื้อกิจการมานาน
เบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์ อิงค์ (Berkshire Hathaway Inc.) ใช้เงินราว 4.5 พันล้านดอลลาร์ ซื้อหุ้นคืนในไตรมาส 2 และซื้อหุ้นบริษัทต่างๆ อีกเกือบ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกัน สะท้อนว่า "เกร็ก เอเบล" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ที่สืบต่อตำนานนักลงทุน "วอร์เรน บัฟเฟตต์" กำลังนำ "เงินสด" ก้อนมหาศาลของบริษัทออกมาใช้มากขึ้น จากเดิมที่เคยถือเงินสดมานาน
เบิร์กเชียร์เริ่มกลับมาซื้อหุ้นคืนในไตรมาสแรกเป็นครั้งแรกในรอบกว่าหนึ่งปี โดยเมื่อต้นปี 2026 เอเบลกล่าวว่าเบิร์กเชียร์กลับมาซื้อหุ้นคืนอีกครั้งเพราะผู้บริหารเห็นว่า “มูลค่าที่แท้จริง” ของหุ้นสูงกว่าราคาที่ซื้อขายอยู่ในตลาด
“ผู้คนน่าจะรู้สึกมีกำลังใจจากการซื้อหุ้นคืน” เคธี ไซเฟิร์ต นักวิเคราะห์จาก CFRA Research กล่าว “นี่เป็นวิธีหนึ่งที่เกร็กใช้แสดงให้เห็นว่าเขาเข้ามากุมบังเหียนและกำลังแสดงบทบาทของตัวเอง”
การซื้อหุ้นคืนดังกล่าวทำให้ผู้ถือหุ้นได้รับผลตอบแทนลักษณะนี้รายไตรมาสมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2021 ขณะที่เงินสดสำรองของบริษัทลดลงเหลือ 3.655 แสนล้านดอลลาร์ในไตรมาส 2 จากประมาณ 3.97 แสนล้านดอลลาร์ในไตรมาสก่อนหน้า
สำหรับผลประกอบการไตรมาสสิ้นสุดเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา มีกำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 16% อยู่ที่เกือบ 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยส่วนหนึ่งได้แรงหนุนจากผลประกอบการที่ดีขึ้นของธุรกิจในภาคการผลิต บริการ และค้าปลีกของกลุ่ม รวมถึงธุรกิจสาธารณูปโภค
ทั้งนี้ ผลประกอบการของเบิร์กเชียร์มักได้รับการจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากบริษัทมีธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่ประกันภัย รถไฟ พลังงาน ไปจนถึงภาคการผลิต จึงเปรียบเสมือน "ภาพสะท้อนภาวะเศรษฐกิจสหรัฐในวงกว้าง"
ที่ผ่านมา การซื้อกิจการค่อนข้างเงียบเหงามานานหลายปีในยุคของ "วอร์เรน บัฟเฟตต์" ซึ่งมักบ่นว่ามูลค่าหุ้นในตลาดอยู่ในระดับสูง แต่หลังจากที่ทายาทของเขาอย่าง "เอเบล" เข้ารับตำแหน่งแทน ก็เดินหน้าทำธุรกรรมมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ติดต่อกัน
ซีอีโอคนใหม่ใช้เงิน 6.8 พันล้านดอลลาร์เข้าซื้อ Taylor Morrison Home Corp. บริษัทรับสร้างบ้าน ซึ่งถือเป็นการลงทุนแบบเน้นคุณค่าตามแนวทางดั้งเดิม ขณะเดียวกันยังลงทุน 1 หมื่นล้านดอลลาร์ใน Alphabet Inc. บริษัทแม่ของ Google เพื่อสนับสนุนการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งถือเป็น "พื้นที่การลงทุนใหม่สำหรับเบิร์กเชียร์"
ดีลดังกล่าวทำให้ Alphabet ขึ้นมาเป็น 1 ใน 5 การลงทุนที่มีมูลค่าสูงสุดของเบิร์กเชียร์ ณ สิ้นไตรมาส แทนที่ Chevron Corp. ส่วนการเข้าซื้อ Taylor Morrison ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และรับสร้างบ้านรายใหญ่ในสหรัฐ คาดว่าจะปิดดีลเสร็จสิ้นในไตรมาส 3
เมื่อผ่านครึ่งทางในครึ่งปีแรกของการกุมบังเหียน Berkshire เอเบลได้รับเสียงชื่นชมจากผู้ถือหุ้นต่อบทบาทความเป็นผู้นำของเขา
อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้น Class B ของเบิร์กเชียร์ปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 3.8% นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงราคาปิดตลาดวันศุกร์ เมื่อเทียบกับดัชนี S&P 500 ที่เพิ่มขึ้นประมาณ 13% ซึ่งเป็นดัชนีอ้างอิงที่บัฟเฟตต์เองมักหยิบยกมาเปรียบเทียบอยู่เสมอ
ผลการดำเนินงานดีขึ้น
กำไรสุทธิของ BNSF ซึ่งเป็นธุรกิจรถไฟของเบิร์กเชียร์ เพิ่มขึ้น 6.3% อยู่ที่ประมาณ 1.6 พันล้านดอลลาร์ จากปริมาณการขนส่งที่เพิ่มขึ้น แม้ต้นทุนเชื้อเพลิงจะสูงขึ้น
ส่วน Geico ซึ่งเป็นธุรกิจหลักที่สร้างรายได้ให้กับกลุ่มธุรกิจประกันภัยของเบิร์กเชียร์ รายงานกำไรจากการรับประกันภัยก่อนหักภาษีลดลง 45% เหลือ 994 ล้านดอลลาร์ในไตรมาส 2 เนื่องจากความเสียหายจากการเคลมที่เพิ่มขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านคอมมิชชันและโฆษณาที่สูงขึ้น
การลดลงดังกล่าวมีขนาดมากพอที่จะหักล้างกำไรที่เพิ่มขึ้นจากธุรกิจประกันภัยและประกันภัยต่ออื่นๆ ของเบิร์กเชียร์ ส่งผลให้กำไรสุทธิจากการรับประกันภัยของกลุ่มธุรกิจประกันภัยทั้งหมดลดลง 13% เหลือ 1.7 พันล้านดอลลาร์
ในช่วงเวลาเดียวกัน กำไรสุทธิของกลุ่มธุรกิจการผลิต บริการ และค้าปลีกของเบิร์กเชียร์พุ่งขึ้น 24% เป็น 4.5 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่กำไรจากธุรกิจสาธารณูปโภคเพิ่มขึ้น 27% แตะ 891 ล้านดอลลาร์
ที่มา: Bloomberg



