ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเมื่อวันศุกร์ว่า รัฐบาลสหรัฐเตรียมอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนมูลค่า 3 พันล้านดอลลาร์ในโครงการแร่สำคัญ (Critical minerals) และแบตเตอรี่ เพื่อกระตุ้นการผลิตภายในประเทศ ยกระดับความมั่นคงแห่งชาติ โดยมุ่งเป้าไปที่การเติมเต็มคลังอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพที่ร่อยหรอลงท่ามกลางความขัดแย้งกับอิหร่าน
สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ทรัมป์ประกาศเรื่องนี้ระหว่างการประชุมร่วมกับผู้บริหารระดับสูงในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ อาจารย์ และนักลงทุนกว่า 200 คน รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล อาทิ ดัก เบอร์กัม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โฮเวิร์ด ลุตนิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ เดวิด คอปลีย์ เจ้าหน้าที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ
ทรัมป์เน้นย้ำว่า สหรัฐกำลังทวงคืนตำแหน่งมหาอำนาจด้านแร่ของโลก โดยแร่สำคัญเหล่านี้คือวัตถุดิบตั้งต้นที่เป็นขุมพลังของประเทศ ตั้งแต่อาวุธยุทโธปกรณ์ขั้นสูงไปจนถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งรัฐบาลต้องการให้สินค้าจำเป็นเหล่านี้มีการทำเหมือง สกัด และผลิตขึ้นในสหรัฐทั้งหมด
รัฐบาลสหรัฐได้อนุมัติการสนับสนุนทางการเงินผ่าน 2 หน่วยงานหลัก ได้แก่
1. สำนักงานทุนยุทธศาสตร์ กระทรวงกลาโหม อนุมัติสินเชื่อแบบมีเงื่อนไข วงเงิน 1.4 พันล้านดอลลาร์ แก่บริษัท Sila Nanotechnologies ผู้ผลิตชิ้นส่วนแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน รวมถึงวงเงิน 400 ล้านดอลลาร์ แก่บริษัท Sunrise Energy Metals ผู้ทำเหมืองแร่สแคนเดียม และวงเงิน 150 ล้านดอลลาร์แก่ Niron Magnetics ผู้พัฒนาแม่เหล็ก
2. ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งสหรัฐ อนุมัติสินเชื่อมูลค่า 58 ล้านดอลลาร์ ให้แก่บริษัทด้านทรัพยากร 3 แห่ง ได้แก่ Westwater Resources, Global Advanced Metals และ 5E Advanced Materials
นโยบายนี้มาจากความตึงเครียดทางทหาร หลังจากกองทัพสหรัฐได้ใช้ขีปนาวุธนำวิถีความแม่นยำสูงและระบบสกัดกั้นทางอากาศไปเป็นจำนวนมากในช่วง 5 เดือนของสงครามอิหร่าน ซึ่งเจ้าหน้าที่กลาโหมคาดการณ์ว่าการเติมเต็มคลังอาวุธใหม่อาจต้องใช้เวลาหลายปี
ทั้งนี้ แร่ต่างๆ เช่น แร่หายาก (Rare earths) ทังสเตน เจอร์เมเนียม และสแคนเดียม ล้วนเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการผลิตอาวุธขั้นสูง เครื่องบินขับไล่ และยานเกราะ
รัฐบาลสหรัฐมองว่าการสนับสนุนจากภาครัฐยังจำเป็นอยู่ เพื่อรับมือกับการที่จีนทุ่มเม็ดเงินลงทุนมาหลายทศวรรษจนกลายเป็นผู้ผูกขาดในอุตสาหกรรมนี้ โดยนับตั้งแต่ทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่ง มีการเปิดตัวคลังสำรองแร่เชิงยุทธศาสตร์มูลค่า 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ สนับสนุนการลงทุนในบริษัทเหมืองแร่ และพยายามจำกัดการที่ผู้รับเหมาด้านกลาโหมต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากจีน
นอกเหนือจากการอัดฉีดเงินทุน รัฐบาลสหรัฐยังเร่งสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ โดยกระทรวงพลังงานสหรัฐได้ประกาศมอบเงินอุดหนุน 100 ล้านดอลลาร์แก่สถาบันการศึกษาด้านเหมืองแร่ 14 แห่ง ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนบัณฑิตในสาขานี้ให้ได้ 2 เท่าภายในเวลา 2 ปี
ขณะที่กระทรวงกลาโหมจะสนับสนุนเงินอีก 80 ล้านดอลลาร์แก่สถาบันเหมืองแร่ 3 แห่ง เพราะมองว่า โครงข่ายมหาวิทยาลัยด้านเหมืองแร่ที่กว้างขวางของจีนคือข้อได้เปรียบสำคัญที่ทำให้จีนครองตลาดโลก
ภายในงานยังพบการตอบรับที่ดีจากภาคธุรกิจ ผู้บริหารหลายรายได้นำของที่ระลึกมามอบให้ทรัมป์ เช่น ทอม อัลบานีส ประธานบริษัท American Ocean Minerals มอบแบบจำลองทองคำของก้อนแร่ใต้ทะเลลึก รวมถึง ซีอีโอของ MP Materials ก็มอบแม่เหล็กซึ่งผลิตให้แก่ General Motors ด้วย นอกจากนี้ยังมีผู้บริหารจากบริษัทเหมืองแร่ยักษ์ใหญ่อื่นๆ อย่าง Lithium Americas, NioCorp และ Energy Fuels เข้าร่วมงาน
นโยบายการลงทุนของรัฐบาลสหรัฐไม่เพียงแต่จะช่วยพลิกฟื้นอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในประเทศ แต่ยังอาจสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในระดับนานาชาติด้วย โดยรัฐบาลออสเตรเลียได้แถลงแสดงความยินดีต่อการปล่อยสินเชื่อของสหรัฐให้แก่บริษัท Sunrise Energy Metals ซึ่งกำลังพัฒนาเหมืองแร่สแคนเดียมที่มีคุณภาพและขนาดใหญ่ที่สุดในโลกรัฐนิวเซาท์เวลส์
แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่า รัฐบาลทรัมป์กำลังเร่งผนึกกำลังกับพันธมิตรเพื่อจัดหาทรัพยากรที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมการบิน อวกาศ กลาโหม และพลังงานสะอาด อันเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความมั่นคงและความได้เปรียบทางการแข่งขันของสหรัฐในระยะยาว



