แม้ทำเนียบขาวปฏิเสธข่าวว่า คลังอาวุธสหรัฐกำลังร่อยหรอ แต่การที่รัฐบาลทรัมป์ประกาศห้ามส่งออก ‘เศษทังสเตน’ และกากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน สะท้อนว่าวอชิงตันกำลังเร่งกักตุนวัตถุดิบยุทธศาสตร์ไว้ใช้ภายในประเทศ ท่ามกลางการแข่งขันกับจีน และความต้องการอาวุธที่เพิ่มขึ้นจากสงคราม
จากกรณีที่สื่อสหรัฐหลายสำนักอย่างเช่นรอยเตอร์สรายงานตรงกันว่า “คลังอาวุธสหรัฐใกล้หมดแล้ว” แม้ภายหลังประธานาธิบดีทรัมป์ปฏิเสธข่าวว่า ไม่จริง พร้อมเตรียมดำเนินคดีผู้ปล่อยข่าว แต่ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์สหรัฐประกาศ “ห้ามส่งออก” เศษทังสเตน และกากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน
สำหรับ “ทังสเตน” (Tungsten) ถือเป็นโลหะสำคัญที่ใช้ผลิตอาวุธสงคราม ตั้งแต่กระสุนเจาะเกราะไปจนถึงขีปนาวุธ และกำลังกลายเป็น “ทรัพยากรยุทธศาสตร์ล้ำค่า” หลังจีนจำกัดการส่งออก ประกอบกับดีมานด์อาวุธในสงครามอิหร่าน ทำให้โลหะนี้ปรับขึ้นร้อนแรง และเคยทำผลงาน “เหนือกว่า” สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ
ไม่เพียงเท่านั้น ทังสเตนยังเป็นโลหะสีขาวแกมเทาอ่อน ซึ่งจำเป็นต่อการทำไส้หลอดไฟ อุปกรณ์วิทยุ ขั้วหลอดรังสีเอ็กซ์ เครื่องจักรกล อาวุธสงคราม เซมิคอนดักเตอร์ และอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่น ๆ ฯลฯ
มาตรการห้ามส่งออกล่าสุดดังกล่าว เป็นนโยบายรัฐบาลทรัมป์ที่ต้องการเสริมความมั่นคงด้านแร่ยุทธศาสตร์ และลดการพึ่งพาจีน ซึ่งครองความได้เปรียบในการแปรรูปแร่สำคัญของโลก ไม่ว่าจะเป็นแร่ที่ใช้ผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือระบบอาวุธ
วัสดุที่ถูกห้ามส่งออกประกอบด้วยแบล็กแมส ซึ่งเกิดจากการบดและแยกชิ้นส่วนแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่หมดอายุ และยังมีลิเทียม นิกเกิล โคบอลต์ และแร่มีค่าอื่น ๆ เหลืออยู่ รวมถึงเศษทังสเตน โลหะที่มีความแข็งสูง ใช้เสริมความแข็งแรงให้เหล็ก และเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมกลาโหม
รัฐบาลสหรัฐมองว่า วัสดุเหล่านี้ “ไม่ควรถูกส่งออกไปให้ประเทศอื่นนำไปรีไซเคิลและสร้างมูลค่าเพิ่ม” แต่ควรถูกนำกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมภายในประเทศ เพื่อสนับสนุนการผลิตแร่สำคัญและเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว
ข้อมูลจากองค์กรสิ่งแวดล้อม Basel Action Network ระบุว่า สหรัฐส่งออกขยะอิเล็กทรอนิกส์และเศษวัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้เกือบ 33,000 ตันต่อเดือน โดยวัสดุจำนวนมากยังมีแร่สำคัญที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ซึ่งผู้ประกอบการรีไซเคิลในสหรัฐเรียกร้องมานานให้รัฐบาลเก็บวัตถุดิบเหล่านี้ไว้ใช้ภายในประเทศ แทนการส่งออก
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การห้ามส่งออกเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ เพราะปัจจุบันสหรัฐยังไม่มีศักยภาพในการรีไซเคิลเศษวัสดุทั้งหมดที่เกิดขึ้นในประเทศ อีกทั้งผู้ประกอบการหลายรายยังเผชิญปัญหาทางการเงิน โดยบริษัทรีไซเคิลแบตเตอรี่รายใหญ่ เช่น Li-Cycle และ Ascend Elements ต่างยื่นขอล้มละลายในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา
ด้าน Amermin บริษัทรีไซเคิลทังสเตนของสหรัฐสนับสนุนมาตรการดังกล่าว แต่ระบุว่า การห้ามส่งออกเป็นเพียง “การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า” หากรัฐบาลต้องการสร้างความมั่นคงด้านแร่ยุทธศาสตร์อย่างแท้จริง จำเป็นต้องเร่งลงทุนสร้างโรงงานและโครงสร้างพื้นฐานด้านการรีไซเคิลภายในประเทศควบคู่กันไป
บริษัทเปิดเผยว่า แม้จะได้รับอนุมัติเงินสนับสนุนจากกระทรวงพลังงานสหรัฐมูลค่า 11.5 ล้านดอลลาร์ ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับเงิน ทำให้โครงการโรงงานรีไซเคิลเชิงพาณิชย์ล่าช้าออกไปอย่างน้อย 6 เดือน
มาตรการล่าสุดสะท้อนว่า สหรัฐกำลังยกระดับนโยบายด้านแร่ยุทธศาสตร์ จากเดิมที่เน้นการใช้ภาษี การอุดหนุนการลงทุน และการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยี มาสู่การกักเก็บวัตถุดิบต้นทางไว้ภายในประเทศ เพื่อสร้างอุตสาหกรรมรีไซเคิลและห่วงโซ่อุปทานที่พึ่งพาตนเองได้มากขึ้น ท่ามกลางการแข่งขันด้านทรัพยากรกับจีนที่ทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ
อ้างอิง: reuters



