วันจันทร์ ที่ 17 สิงหาคม 2569

Login
Login

‘Samsung-SK Hynix’ อาจต้องหันซบอุปกรณ์ผลิตชิปจีน เมื่อสหรัฐคุมเข้มส่งออก

สงครามเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐ-จีน กำลังส่อแววเกิดผลลัพธ์ที่ย้อนแย้งอย่างรุนแรง เมื่อมาตรการควบคุมการส่งออกที่วอชิงตันหวังใช้ปิดล้อมจีน กลับกลายเป็นแรงผลักดันให้ค่ายอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์จีนผงาดขึ้นมาแย่งส่วนแบ่งตลาด

แหล่งข่าวเปิดเผยกับ "รอยเตอร์ส" ว่า ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ (Samsung Electronics) และ เอสเค ไฮนิกซ์ (SK Hynix) สองผู้ผลิตชิปหน่วยความจำระดับโลกจากเกาหลีใต้ ได้ซุ่มประเมิน และทดสอบ อุปกรณ์กัดกรด (Etching Equipment) ของบริษัท AMEC (Advanced Micro-Fabrication Equipment) ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องมือชิปชั้นนำจากเซี่ยงไฮ้ มานานร่วม 2 ปีแล้ว เพื่อเตรียมพร้อมนำมาใช้ในโรงงานของตนที่ตั้งอยู่ในประเทศจีน

แม้ปัจจุบัน การทดสอบดังกล่าวจะยังไม่ถูกนำไปใช้ในสายการผลิตจริงวงกว้าง แต่นี่ถือเป็นสัญญาณครั้งสำคัญที่เปิดโอกาสให้เทคโนโลยีจีนได้รับการยอมรับในระดับสากล

หวั่นสหรัฐตัดสายป่านซ่อมบำรุง

ชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้สองยักษ์ใหญ่เกาหลีใต้ต้องมองหาแผนสองมาจากความไม่แน่นอนของนโยบายสหรัฐ

แม้ใน พ.ย.2566 กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ จะเคยยกเว้นให้โรงงานซัมซุงและเอสเค ไฮนิกซ์ ในจีน นำเข้าอุปกรณ์บางชนิดได้ แต่ต่อมาในปี 2568 สหรัฐ กลับสั่งยกเลิกสิทธิพิเศษดังกล่าว แล้วเปลี่ยนมาใช้วิธีอนุมัติใบอนุญาตแบบปีต่อปีแทน ซึ่งล่าสุดได้ต่ออายุให้ถึงปี 2569

ความผันผวนนี้สร้างความกังวลอย่างหนักแก่ผู้ประกอบการ เนื่องจากเกรงว่า ในอนาคตสหรัฐ อาจขยายมาตรการคุมเข้มไปถึงการซ่อมบำรุง การเปลี่ยนอะไหล่ หรือการดูแลรักษาเครื่องมือเดิมของชาติตะวันตกที่ติดตั้งอยู่แล้ว

ปัจจุบัน ซัมซุงมีฐานการผลิตชิป NAND ในเมืองซีอาน ส่วนเอสเค ไฮนิกซ์ มีโรงงานชิป NAND ในเมืองต้าเหลียน และโรงงานชิป DRAM ในเมืองอู๋ซี ซึ่งทั้งหมดพึ่งพาอุปกรณ์จากค่ายสหรัฐ อย่าง Applied Materials และ Lam Research เป็นหลัก การดึง AMEC เข้ามาจึงเป็นทางรอดเพื่อป้องกันไม่ให้สายการผลิตเดิมต้องหยุดชะงัก

จีนต้นทุนต่ำกว่า 20-30%

ในมุมของซัปพลายเออร์จีน แม้เทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง “เครื่องพิมพ์ลายวงจร” (Lithography) จะยังตามหลังฝั่งตะวันตก แต่ในกระบวนการอื่น เช่น การกัดกรด การเคลือบ และการทำความสะอาด AMEC และค่ายจีนเริ่มลดช่องว่างได้สำเร็จ

นายแดน ฮัตเชสัน รองประธานบริษัทวิจัย TechInsights ระบุว่า

จุดเด่นสำคัญของอุปกรณ์จีนคือเรื่อง “ต้นทุน” โดยมีราคาถูกกว่าอุปกรณ์ระดับเดียวกันจากซัปพลายเออร์ต่างชาติรายใหญ่ถึง 20-30%

นอกจากนี้ การที่ AMEC ได้รับการพิสูจน์ผลงานจากยักษ์ใหญ่จีนอย่าง YMTC มาแล้ว ยิ่งสร้างความมั่นใจให้ค่ายเกาหลีใต้กล้าที่จะเปิดประตูรับการทดสอบ

ผลลัพธ์สะเทือนค่ายเทคโนโลยีสหรัฐ

สถานการณ์นี้กำลังกลายเป็นความท้าทายระยะยาวของยักษ์ใหญ่สหรัฐ ทั้ง Applied Materials, Lam Research และ KLA รวมถึงค่ายญี่ปุ่น และยุโรป ที่เคยครองตลาดเวเฟอร์มาโดยตลอด ตัวอย่างเช่น Applied Materials มีรายได้จากตลาดจีนสูงถึง 8.53 พันล้านดอลลาร์ ในปีงบประมาณ 2568 หรือคิดเป็น 30% ของยอดขายทั้งหมด

ด้าน Deutsche Bank ประเมินว่า ค่ายอุปกรณ์จีน ทั้ง Naura Technology, AMEC, Piotech และ ACM Research จะทำรายได้ทะลุ 1 พันล้านดอลลาร์ต่อรายในปี 2569 โดยคาดว่าจะครองส่วนแบ่งรวมกัน 25-30% ของตลาดอุปกรณ์ผลิตเวเฟอร์ในจีนที่มีมูลค่าสูงถึง 2.8 หมื่นล้านดอลลาร์ และหากตัดเครื่องพิมพ์ลายวงจรออกไป ค่ายจีนอาจกินส่วนแบ่งพุ่งสูงถึงเกือบ 40%

อย่างไรก็ดี หนทางของซัปพลายเออร์จีนใช่ว่าจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะยังต้องเผชิญด่านหิน ทั้งกระบวนการรับรองมาตรฐานที่ใช้เวลานาน ข้อกังวลเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา และแรงกดดันทางการเมืองจากวอชิงตัน

ทว่าในท้ายที่สุด มาตรการคุมเข้มของสหรัฐ กลับกลายเป็นตัวเร่งให้เทคโนโลยีจีนเติบโตแกร่งขึ้น และกำลังสั่นคลอนการครองตลาดของมหาอำนาจเทคโนโลยีแบบเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์