เจ้าพ่อ The Big Short 'ไมเคิล เบอร์รี' เตือนหุ้นสหรัฐกำลังเสี่ยงสูง แม้ S&P 500 ทำนิวไฮ เปรียบเทียบอาจขึ้นสูงก่อนลงหนักเหมือนช่วงตลาดพังใน 1987
ไมเคิล เบอร์รี (Michael Burry) นักลงทุนชื่อดังผู้เป็นแรงบันดาลใจของภาพยนตร์ดังเรื่อง The Big Short ยังคงยืนหยัดกับ "มุมมองเชิงลบ" ต่อตลาดหุ้นสหรัฐ แม้ดัชนี S&P 500 จะพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ก็ตาม โดยเตือนว่าการปรับตัวขึ้นครั้งนี้อาจจบลงด้วยการเทขายอย่างรุนแรงในลักษณะเดียวกับ "เหตุการณ์ตลาดหุ้นพังทลายในปี 1987"
"ผมยังคงเชื่อว่า มีความเป็นไปได้ที่เรากำลังเข้าใกล้จุดสูงสุดครั้งใหญ่ และอาจเกิดการร่วงลงในลักษณะเดียวกับปี 1987 แม้ว่าการที่ S&P 500 ทำจุดสูงสุดใหม่ มีแนวโน้มที่จะดึงดูดเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ตลาดก็ตาม" เบอร์รีเขียนในบทความบน Substack เมื่อวันอังคาร
ทั้งนี้ ดัชนี S&P 500 พุ่งขึ้น 1.9% ในวันอังคารที่ 4 ส.ค.69 ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน โดยได้แรงหนุนจากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาดีกว่าคาด และราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงหนัก หลังตลาดมีความหวังเพิ่มขึ้นว่าช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดให้การเดินเรือผ่านได้อีกครั้ง
ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ซึ่งมีหุ้นเทคโนโลยีเป็นสัดส่วนสูง พุ่งขึ้น 2.7% ส่งผลให้เพียงสองวันแรกของสัปดาห์นี้ ดัชนีปรับตัวขึ้นแล้วเกือบ 5%
เบอร์รีเป็นหนึ่งในนักลงทุนวอลล์สตรีทที่มีมุมมอง "กังขา" ต่อกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าอุปสงค์ต่อโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI กำลังได้รับแรงหนุนจากรูปแบบการจัดหาเงินทุนที่อาจไม่ยั่งยืนในระยะยาว
เขามองว่าการปรับตัวขึ้นของตลาด "กำลังสร้างวงจร" ที่ยิ่งหนุนให้ตลาดปรับตัวสูงขึ้นต่อไป เนื่องจากความผันผวนที่ลดลงทำให้นักลงทุนเชิงระบบ (systematic investors) ยิ่งเพิ่มสัดส่วนการลงทุนมากขึ้น
"อย่าลืมว่าเมื่อตลาดปรับตัวขึ้นพร้อมกับความผันผวนที่ลดลง กองทุนที่กำหนดสัดส่วนการลงทุนตามระดับความผันผวน (vol-targeting funds) จะถูกบังคับให้เพิ่มเลเวอเรจ และยังดึงให้กลยุทธ์การลงทุนตามโมเมนตัมอื่นๆ เพิ่มการใช้เลเวอเรจตามไปด้วย" เบอร์รี ระบุ
แม้ตลาดจะปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่เจ้าพ่อนักชอร์ตในตำนานยืนยันว่าเขายังคงถือสถานะขายชอร์ตในกองทุน iShares Semiconductor ETF (SOXX) รวมไปถึงหุ้นตัวใหญ่อื่นๆ อย่าง Micron, Nvidia, Caterpillar, Palantir, Tesla และ Applied Materials
เบอร์รี ระบุว่า เขายังคงเชื่อมั่นในมุมมองระยะยาวของสถานะลงทุนดังกล่าว แต่ก็พร้อมตัดขาดทุนหากราคาหุ้นเคลื่อนไหวสวนทางอย่างชัดเจน โดยปัจจุบันทุกสถานะยังคงมีกำไร ยกเว้นเพียงแค่การขายชอร์ตหุ้น Nvidia
"ผมย้ำอีกครั้งว่าการขายชอร์ตไม่ใช่สำหรับทุกคน" เบอร์รี กล่าว "ผมจำเป็นต้องขายชอร์ต แต่คนส่วนใหญ่ไม่ควรทำแบบนั้น"
ย้อนอดีตตลาดหุ้นสหรัฐเจ๊งยับปี 1987
เหตุการณ์ที่เบอร์รีกล่าวถึงคือ "Black Monday" เมื่อวันที่ 19 ต.ค.1987 (ปี 2530) ซึ่งดัชนีดาวโจนส์ดิ่งลงถึง 22.6% ภายในวันเดียว นับเป็นการปรับตัวลงรายวันที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นสหรัฐในแง่เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ตลาดหุ้นสำคัญทั่วโลกต่างปรับตัวลงตามกันอย่างหนัก
แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะถูกมองว่าเป็น "ตลาดแตก" ครั้งใหญ่ แต่ต้นเหตุไม่ได้มาจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือวิกฤติสถาบันการเงิน เช่น วิกฤติซับไพรม์เหมือนในปี 2008 แต่เกิดจากหลายปัจจัยที่ประจวบเหมาะ ทั้งการที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแรงมาเป็นเวลานาน อัตราดอกเบี้ย และผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับสูงขึ้น รวมถึงแรงขายอัตโนมัติจากระบบ Portfolio Insurance และโปรแกรมซื้อขายด้วยคอมพิวเตอร์ ซึ่งยิ่งเร่งให้การปรับฐานรุนแรงขึ้นในยุคนั้น
ทั้งนี้ สิ่งที่เบอร์รีกำลังเตือนอาจไม่ใช่การคาดการณ์ว่าจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยปี 1987 ทุกประการ แต่เป็นความเสี่ยงที่ตลาดอาจเข้าสู่วงจรการขายแบบเร่งตัวจากกลไกของตลาด หลังจากการปรับขึ้นของราคาสินทรัพย์ และการใช้เลเวอเรจของนักลงทุนในช่วงที่ผ่านมา หากความผันผวนกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว กองทุนบางประเภทอาจถูกบังคับให้ลดความเสี่ยง และขายสินทรัพย์พร้อมกัน จนซ้ำเติมแรงเทขายในตลาดได้
ที่มา: CNBC
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์



