วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม 2569

Login
Login

ดาต้าเซ็นเตอร์บูมสุดขีด แต่ชุมชนมาเลเซีย ‘เริ่มไม่เอาด้วย’

จากประเทศที่เร่งดึงดาต้าเซ็นเตอร์จนแซงสิงคโปร์ วันนี้ ‘มาเลเซีย’ กลับต้องเผชิญแรงเสียดทานครั้งใหญ่ เมื่อชุมชนเริ่มตั้งคำถามว่า เม็ดเงินลงทุนหลายหมื่นล้านดอลลาร์ คุ้มค่ากับน้ำ ไฟฟ้า และทรัพยากรที่ต้องแลกหรือไม่

“ดาต้าเซ็นเตอร์” กำลังสร้างความมั่งคั่ง หรือกำลังแย่งทรัพยากรจากคนในพื้นที่? นี่คือคำถามที่กำลังถูกตั้งขึ้นในมาเลเซีย หลังประเทศแซงสิงคโปร์ ก้าวขึ้นเป็น “ฮับดาต้าเซ็นเตอร์ที่เติบโตเร็วที่สุดในอาเซียน” 

แต่ในอีกด้าน “กระแสคัดค้านจากชุมชน” เริ่มทวีความรุนแรงขึ้น ชุมชนกลับเริ่มออกมาต่อต้าน เพราะกังวลว่าอุตสาหกรรม AI จะใช้น้ำและไฟฟ้ามหาศาล ขณะที่ผลประโยชน์ที่คนท้องถิ่นได้รับ คุ้มค่ากับทรัพยากรที่ต้องสูญเสียไปจริงหรือไม่

ในพื้นที่รัฐยะโฮร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ของประเทศ ได้เกิดการประท้วงโครงการดาต้าเซ็นเตอร์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ขณะที่รัฐสลังงอร์ ซึ่งมีประชากรมากที่สุดและเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของมาเลเซีย กำลังเผชิญการถกเถียงทางการเมืองเกี่ยวกับผลกระทบของโครงการต่อชุมชน

“เมื่อสองปีก่อน ทุกคนสนใจแค่ว่า จะสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มได้มากแค่ไหน แต่วันนี้คำถามเปลี่ยนไปเป็น คุณจะใช้ไฟฟ้าอย่างไร ใช้พลังงานหมุนเวียนหรือไม่ และจะเติบโตอย่างยั่งยืนได้อย่างไร” เชียม ตัต อินน์ กรรมการผู้จัดการของผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ Equinix Malaysia กล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์ส

แรงต้านจากชุมชนเริ่มปะทุ

สำหรับกระแสต่อต้านได้ปะทุขึ้นชัดเจน หลังประชาชนในเมืองอิสกันดาร์ ปูเตรี รัฐยะโฮร์ ออกมาประท้วงการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลขนาด 300 เมกะวัตต์ของ ZDATA

ชาวบ้านจำนวนหนึ่งกังวลว่า โครงการจะทำให้ปริมาณน้ำประปาไม่เพียงพอ โดยบางรายระบุว่าแรงดันน้ำ “ลดลง” ตั้งแต่ก่อนที่ศูนย์ข้อมูลจะเปิดดำเนินงาน แม้ ZDATA จะยืนยันว่าโครงการของบริษัทไม่ได้เป็นสาเหตุของปัญหาดังกล่าว

นอกจากเรื่องทรัพยากรแล้ว ชาวบ้านยังร้องเรียนเรื่อง “ฝุ่นจากไซต์ก่อสร้าง” จนผู้พัฒนาโครงการต้องเปิดจุดล้างรถฟรีให้ประชาชน

แต่สิ่งที่แก้ไขได้ยากกว่าคือการสูญเสียสภาพแวดล้อมเดิม “ฉันเลือกซื้อบ้านที่นี่เพราะมีต้นไม้และภูเขาอยู่ด้านหลัง แต่ตอนนี้พื้นที่ทั้งหมดถูกปรับหน้าดินเพื่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์แล้ว” ชาวบ้านรายหนึ่งกล่าว

จากเร่งดึงลงทุน...สู่คุมเข้มโครงการ

ด้วยกระแสต่อต้านในท้องถิ่นที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ รัฐบาลท้องถิ่นในมาเลเซียเริ่มปรับเกณฑ์อนุมัติโครงการให้เข้มงวดขึ้น โดยรัฐยะโฮร์กำหนดให้ทุกโครงการใหม่ต้องแสดง “แผนจัดหาไฟฟ้า” อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการใช้พลังงานหมุนเวียน ซึ่งกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการอนุมัติโครงการ 

นอกจากนี้ ยังประกาศ “ห้ามดาต้าเซ็นเตอร์บางประเภท” ที่ใช้น้ำปริมาณมหาศาลถึงวันละ 50 ล้านลิตร หรือเทียบเท่าสระว่ายน้ำโอลิมปิกประมาณ 20 สระ

ด้านรัฐสลังโงร์แม้ไม่ได้ประกาศห้ามโครงการใหม่ แต่กำหนดให้ทุกโครงการต้องผ่านมาตรฐานด้านประสิทธิภาพการใช้น้ำและพลังงานในระดับสากล

อีกมาตรการสำคัญคือ การกำหนดให้โครงการใช้ “ชิ้นส่วนและบริการจากผู้ประกอบการในประเทศ” (Local Content) อย่างน้อย 30% ในส่วนของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น การออกแบบชิป ระบบหล่อเย็น และซัพพลายเชนภายในประเทศ เพื่อให้การลงทุนสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นมากขึ้น ไม่ให้ไหลออกไปต่างประเทศทั้งหมด

“ที่ผ่านมาโครงการเหล่านี้ใช้เงินลงทุนมหาศาล แต่ผลประโยชน์ที่ตกสู่เศรษฐกิจในประเทศยัง ‘มีจำกัด’ ” อึ้ง ซื่อ ฮั่น รัฐมนตรีด้านการลงทุน การค้า และการคมนาคมของรัฐเซอลาโงร์กล่าว

ไม่เพียงเท่านั้น มาเลเซียกำลังเร่งปกป้องพื้นที่เกษตรจากการรุกคืบของโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ โรงงานผลิตชิป และอสังหาริมทรัพย์ หลังจากที่การลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี พุ่งสูงจนเกิดการแข่งขัน “แย่งชิงที่ดิน” กับภาคเกษตร โดยรัฐบาลร่วมมือกับรัฐบาลระดับท้องถิ่น “กันพื้นที่กว่า 150,000 ไร่” หรือเกือบ 5% ของพื้นที่เกษตร (ไม่นับสวนปาล์มและยางพารา) ภายใต้โครงการ Permanent Food Production Zones และเตรียมเสนอขยายพื้นที่คุ้มครองเพิ่มเติม เพื่อรักษาความมั่นคงทางอาหาร

ลงเงินอย่างเดียวไม่พอ ต้องได้ใจชุมชน

แม้แรงต้านจะเพิ่มขึ้น แต่บรรดาบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก (Hyperscalers) และผู้พัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ยังคงเดินหน้าทุ่มเม็ดเงินลงทุนมหาศาล เพื่อรองรับการเติบโตของ AI ที่ต้องใช้กำลังประมวลผลสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่การแข่งขันในวันนี้ไม่ได้วัดกันแค่ว่า “ใครสร้างได้เร็วที่สุด” อีกต่อไป หากแต่เป็น “ใครสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนและได้รับการยอมรับจากสังคม” หรือที่เรียกว่า Social Licence

ผู้ประกอบการหลายรายจึงเร่งปรับแนวทางธุรกิจให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น ZDATA จากจีน ใช้น้ำบำบัดทั้งหมดในการดำเนินงานของศูนย์ข้อมูลในรัฐยะโฮร์ และอยู่ระหว่างทำข้อตกลงจัดซื้อพลังงานหมุนเวียนกับ Tenaga Nasional บริษัทไฟฟ้าแห่งชาติของมาเลเซีย เพื่อลดภาระของระบบโครงข่ายไฟฟ้า 

ขณะที่ NTT ของญี่ปุ่น เลือกใช้ระบบหล่อเย็นแบบวงจรปิด (Closed-Circuit Cooling System)  เพื่อลดการใช้น้ำ 

ส่วน Bridge Data Centres ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Bain Capital ระบุว่า กว่าครึ่งหนึ่งของไฟฟ้าที่ใช้ในศูนย์ข้อมูลในยะโฮร์ มาจากพลังงานแสงอาทิตย์

คริส ฮาวเวิร์ด ผู้บริหารของบริษัทที่ปรึกษา JLL กล่าวว่า แม้ดาต้าเซ็นเตอร์จะได้รับการสนับสนุนในภาพรวม เพราะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI แต่เมื่อโครงการถูกสร้างขึ้นใกล้ชุมชน ความกังวลของประชาชนก็เพิ่มขึ้น ทั้งเรื่องการใช้ไฟฟ้าและน้ำจำนวนมาก ตลอดจนผลกระทบต่อทัศนียภาพจากอาคารขนาดใหญ่

ข้อมูลจาก JLL ยังระบุว่า ในปีที่ผ่านมา โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกกว่า 57% ต้องเผชิญ “ความล่าช้าอย่างน้อย 3 เดือน” โดยปัจจัยสำคัญมาจากการคัดค้านของชุมชน รวมถึงข้อจำกัดด้านระบบไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานที่ยังรองรับการขยายตัวได้ไม่เพียงพอ

ความสำเร็จในอนาคต จะไม่ได้วัดแค่เม็ดเงินลงทุน

ทั้งนี้ การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของศูนย์ข้อมูลในรัฐยะโฮร์ มีจุดเริ่มต้นจากการที่ “สิงคโปร์” ประกาศระงับการอนุมัติดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ในช่วงปี 2019-2022 หลัง “เผชิญข้อจำกัด” ด้านที่ดิน น้ำ และไฟฟ้า ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนกว่า 35,000 ล้านดอลลาร์ไหลเข้าสู่รัฐยะโฮร์จากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Amazon, Microsoft, Tencent และ Alibaba

แม้รัฐบาลมาเลเซียจะเริ่มคัดกรองโครงการเข้มงวดขึ้นตั้งแต่ปี 2024 แต่ JLL คาดว่า กำลังการผลิตดาต้าเซ็นเตอร์ของยะโฮร์ ซึ่งรวมทั้งโครงการที่กำลังก่อสร้างและอยู่ระหว่างพัฒนา จะเพิ่มขึ้นอีกกว่า 8 เท่า แตะระดับประมาณ 7,000 เมกะวัตต์ในอนาคต

ทั้งนี้ ธนาคารกลางมาเลเซียประเมินว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาด 50 เมกะวัตต์ สามารถใช้น้ำได้เทียบเท่ากับ 2,200 ครัวเรือนต่อวัน และใช้ไฟฟ้าได้มากพอ ๆ กับ 22,000 ครัวเรือน สะท้อนว่าความท้าทายของอุตสาหกรรมในระยะต่อไป อาจไม่ได้อยู่ที่การดึงดูดการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่คือ “การสร้างสมดุล” ระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ กับการยอมรับจากสังคมและชุมชน

อ้างอิง: bloombergreutersdev, bloom