วันพุธ ที่ 19 สิงหาคม 2569

Login
Login

สบช่องภัยสงคราม ‘ตุรกี-ไทย’ ชูพื้นที่ปลอดภัยปั้นประเทศขึ้นแท่น ‘Financial Hub’

ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่คุกรุ่นในตะวันออกกลาง และการเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีในยุโรป กำลังทำให้เกิด “การเคลื่อนย้ายความมั่งคั่ง” ครั้งใหญ่ของโลก โดยสถานการณ์ดังกล่าวกลายเป็นโอกาสทองให้กับประเทศที่กำลังมองหาช่องทางยกระดับเศรษฐกิจและก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางทางการเงิน (Financial Hub) แห่งใหม่

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ตุรกีกำลังเร่งเครื่องยกระดับประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางการเงินและการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ของภูมิภาค โดยใช้ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่เชื่อมต่อระหว่างยุโรปและตะวันออกกลาง

ตุรกีงัด “ภาษี-สัญชาติ” ดูดเศรษฐีหนีตะวันออกกลาง-ยุโรป

ทั้งนี้ แรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ตุรกีเดินหน้านโยบายการเป็นศูนย์กลางทางการเงินมาจากการที่ศูนย์กลางการเงินคู่แข่งอย่าง "ดูไบ" และ "อาบูดาบี" กำลังเผชิญความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ซึ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นในฐานะพื้นที่ปลอดภัย ขณะที่ "สหราชอาณาจักร" (UK) ก็เพิ่งยกเลิกสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับรายได้จากต่างประเทศ ส่งผลให้กลุ่มคนรวยเริ่มมองหาบ้านหลังใหม่

ตุรกีมีการออกแบบสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อดึงดูดนักลงทุนกลุ่มนี้ ได้แก่ การเก็บภาษีมรดกในอัตราต่ำ, ยกเว้นภาษีรายได้จากต่างประเทศนานถึง 20 ปี และโครงการนิรโทษกรรมเพื่อดึงดูดสินทรัพย์ในต่างประเทศที่ยังไม่ได้แจ้งไว้กลับคืนประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีโปรแกรมการให้สัญชาติผ่านการลงทุนโดยการซื้ออสังหาริมทรัพย์มูลค่า 400,000 ดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป และถือครองอย่างน้อย 3 ปี ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ดึงดูดเศรษฐีชาว "รัสเซียและจีน" ได้เป็นจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา

ทั้งนี้ เป้าหมายหลักของตุรกีในรอบนี้ คือการดึงดูดชาวตุรกีพลัดถิ่นที่มีความมั่งคั่ง โดยเฉพาะในเยอรมนีที่มีอยู่ราว 3 ล้านคน รวมถึงกลุ่มที่อาศัยอยู่ในสหราชอาณาจักร ให้ย้ายฐานทุนกลับมา ด้วยจุดขายเรื่องสภาพอากาศที่เย็นกว่าตะวันออกกลาง และสิ่งอำนวยความสะดวกระดับไฮเอนด์ครบครัน

ไทยชู “พื้นที่ปลอดภัย” ดัน Financial Hub

ขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยเองก็มองเห็นโอกาสจากความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์เช่นกัน และกำลังเดินหน้ายุทธศาสตร์การเป็นศูนย์กลางทางการเงินระดับภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม

ล่าสุดเมื่อวันที่ 31 ก.ค. ที่ผ่านมา ในการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐ และเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ซึ่งมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้มีมติตั้ง คณะทำงาน Financial Hub โดยมอบหมายให้ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน และดึงประธานสมาคมธนาคารไทยร่วมขับเคลื่อน

นายเอกนิติ ระบุว่า ท่ามกลางสงครามในตะวันออกกลางและวิกฤติภูมิรัฐศาสตร์ ศูนย์กลางทางการเงินหลายแห่งเริ่มสะดุด นี่คือจังหวะที่ไทยต้องใช้ศักยภาพของระบบการเงินในประเทศ สร้างจุดแข็งในการเป็น “พื้นที่ปลอดภัยทางการเงิน” (Safe Haven) เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ

แผนงานของไทยจะวางรากฐานผ่าน 4 เสาหลักทางการเงิน ได้แก่

  1. การธนาคาร (Banking)
  2. ตลาดทุน (Capital Market)
  3. การประกันภัย (Insurance)
  4. การบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management)

ยุทธศาสตร์ดังกล่าวยังมุ่งเน้นการปฏิรูปและเพิ่มบทบาทของตลาดทุนไทย ทั้งตลาดหลักทรัพย์และตลาดตราสารหนี้ ให้เข้ามามีบทบาทเชิงรุกในการระดมทุนสำหรับธุรกิจนวัตกรรม ธุรกิจเทคโนโลยี และกลุ่มสตาร์ตอัป (Startup) ตลอดจนส่งเสริมผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพเติบโตสู่ระดับโลก ผ่านการอำนวยความสะดวกในมาตรการจดทะเบียนซื้อขายในตลาดทุน (IPO Facilitation) และเปิดประตูให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนที่หลากหลายขึ้น