วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม 2569

Login
Login

NASA เห็นเอเชีย ‘มืดลง’ สัญญาณวิกฤติพลังงานลาม

แม้สมรภูมิจะอยู่ไกลหลายพันกิโลเมตร แต่แรงกระแทกจากสงครามตะวันออกกลางกำลัง ‘แผ่ถึงเอเชีย’ ผ่านราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ค่าครองชีพที่แพงขึ้น และเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัว โดยประเทศยากจนและผู้มีรายได้น้อย กำลังกลายเป็นผู้รับผลกระทบหนักที่สุด

แม้สงครามตะวันออกกลาง เกิดขึ้นห่างจากเอเชียหลายพันกิโลเมตร แต่ผลกระทบกลับกำลังลุกลามมาถึง “ชีวิตประจำวัน” ของผู้คนทั่วภูมิภาค หลังราคาน้ำมันพุ่งจากความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ต้นทุนเชื้อเพลิง ค่าขนส่ง และค่าครองชีพสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก

ใน “กัมพูชา” วุธ ดารา” ผู้ผลิตน้ำแข็งรายย่อยต้องเลิกจ้างพนักงาน 2 คน ยกเลิกเรียนพิเศษภาษาอังกฤษของลูก และหันกลับไปใช้เตาถ่านแทนเตาไฟฟ้า หลังต้นทุนน้ำมัน “พุ่งกว่า 40%” ทำให้ยอดขายลดลงกว่าครึ่ง ขณะที่ยังมีภาระหนี้สินกว่า 20,000 ดอลลาร์ หากสงครามปะทุขึ้นอีก เขากังวลว่าอาจสูญเสียทั้งบ้านและกิจการ

ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะรายบุคคล ข้อมูลจาก Bloomberg Economics ที่วิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมของ NASA พบว่า เกือบ 60% ของพื้นที่ในเอเชียมีความสว่างยามค่ำคืน “ลดลงผิดปกติ” นับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มขึ้น สะท้อนว่าในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะชนบท กำลังลดการใช้ไฟฟ้าและกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อประหยัดต้นทุน แม้หลังการหยุดยิงในเดือนมิถุนายน ตัวเลขจะดีขึ้นเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในระดับสูงที่ 54%

ประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ “บังกลาเทศ” รองลงมาคือเมียนมา ปากีสถาน จีน อินเดีย และกัมพูชา โดย “สัญญาณการหรี่แสง” กระจุกตัวในพื้นที่นอกเมืองใหญ่ ซึ่งบ่งชี้ว่า ชุมชนชนบทและครัวเรือนรายได้น้อยกำลังแบกรับภาระหนักที่สุด

NASA เห็นเอเชีย ‘มืดลง’ สัญญาณวิกฤติพลังงานลาม

ด้านธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนาเอเชียปีนี้ลงเหลือ 4.9% จากเดิม 5.1% พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อเป็น 4.3% และเตือนว่าราคาน้ำมันอาจทรงตัวในระดับสูงไปจนถึงปี 2027 เนื่องจากห่วงโซ่อุปทานพลังงานต้องใช้เวลาฟื้นตัว

มัตเตโอ ลันซาฟาเม ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเศรษฐศาสตร์มหภาคของธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) กล่าวว่า ประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาค “แทบทั้งหมดพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน”

“หากมองจากปริมาณน้ำมันที่หายไปจากอุปทานโลก นี่ถือเป็นแรงกระแทกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์”

ขณะที่สำนักงานพลังงานสากล (IEA) คาดว่า ค่าใช้จ่ายนำเข้าพลังงานของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเพิ่มเป็นราว 160,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ หรือเกือบเท่าตัวของช่วงก่อนเกิดสงคราม

หลายประเทศเริ่มเร่งปรับตัวเพื่อลดความเสี่ยงด้านพลังงาน ทั้งการอุดหนุนราคาน้ำมัน ลดภาษี ประหยัดพลังงาน และเร่งลงทุนในพลังงานทางเลือก กัมพูชาเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำมูลค่าเกือบ 1,000 ล้านดอลลาร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากจีน ขณะที่ลาวขยายโครงข่ายไฟฟ้าเชื่อมจีน ส่วนฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และไทย ต่างมองหาความร่วมมือด้านพลังงานกับรัสเซียมากขึ้น

ลันซาฟาเม นักเศรษฐศาสตร์ของ ADB เตือนว่า หากสงครามยืดเยื้อหรือกลับมาปะทุอีกครั้ง ความเสียหายอาจไม่ใช่เพียงต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้น แต่จะทิ้ง “บาดแผลระยะยาว” ต่อเศรษฐกิจ จากการที่ครัวเรือนต้องก่อหนี้ ธุรกิจลดการจ้างงาน และกำลังการผลิตของประเทศอ่อนแอลง คล้ายผลกระทบที่โลกเคยเผชิญในช่วงการระบาดของโควิด-19

อ้างอิง: bloomberg, NASA